X

Bnomics แนะไทยเปลี่ยนสู่ฐานเทคโนโลยี EV เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน

Last updated: 9 มิ.ย. 2569  |  115 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Bnomics แนะไทยเปลี่ยนสู่ฐานเทคโนโลยี EV เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน

“Bnomics” ของแบงก์กรุงเทพ วิเคราะห์ หากไทยสามารถเปลี่ยนจากฐานการผลิตสู่ฐานเทคโนโลยีได้สำเร็จ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV จะไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

  • EV กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น นอกเหนือจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยคาร์บอน
  • ยอดขาย EV ทั่วโลกทะลุ 20 ล้านคันในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 23 ล้านคันในปี 2026 สะท้อนว่า EV ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์กระแสหลักของโลกแล้ว
  • อุตสาหกรรม EV โลกกำลังพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีนอย่างมาก ทำให้การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและความมั่นคงทางอุตสาหกรรมกลายเป็นประเด็นสำคัญของหลายประเทศ
  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นเป็นทั้งตลาดผู้บริโภคและฐานการผลิต EV แห่งใหม่ของโลก ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตรายใหญ่
  • ไทยเป็นตลาด EV ใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน โดยมาตรการ EV 3.5 และเป้าหมาย 30@30 กำลังเร่งให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิต EV ของภูมิภาค
  • ความท้าทายของไทยไม่ใช่เพียงการดึงดูดโรงงานประกอบรถยนต์ แต่คือการยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง เช่น แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ AI และการรีไซเคิลแบตเตอรี่
 

EV: จากนโยบายสิ่งแวดล้อมสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงาน

หลายปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มักถูกเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในปัจจุบัน EV กำลังถูกมองในอีกมิติหนึ่ง

นั่นคือ การเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานพลังงาน หลายประเทศเริ่มตระหนักว่าการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติ

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า ยอดขาย EV ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ล้านคันในปี 2025 เป็นราว 23 ล้านคันในปี 2026 หรือคิดเป็นประมาณ 28% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก สะท้อนว่า EV ได้ก้าวจากตลาดเฉพาะกลุ่มสู่การเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์กระแสหลักอย่างเต็มตัว

“จีน” ผู้กำหนดเกมใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

จีนไม่ได้เป็นเพียงตลาด EV ที่ใหญ่ที่สุดของโลก แต่ยังเป็นศูนย์กลางการผลิต EV และแบตเตอรี่ที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตรถ EV เกือบ 75% และการผลิตเซลล์แบตเตอรี่มากกว่า 80% ของโลก

ความได้เปรียบดังกล่าวเกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร การสนับสนุนจากภาครัฐ การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนสามารถขยายตลาดเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในอีกด้านหนึ่ง ความเป็นผู้นำของจีนยังสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรม EV ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านการผลิตรถยนต์ แต่เป็นการแข่งขันเพื่อครอบครองเทคโนโลยี วัตถุดิบ และห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต

อาเซียนกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการลงทุน EV

การแข่งขันในอุตสาหกรรม EV ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน สหรัฐฯ หรือยุโรปอีกต่อไป แต่กำลังขยายมายังอาเซียน ซึ่งมีศักยภาพทั้งในฐานะตลาดผู้บริโภคและฐานการผลิตแห่งใหม่ของโลก

หลายประเทศในภูมิภาคต่างเร่งออกมาตรการสนับสนุน EV เพื่อดึงดูดการลงทุน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

ไทยเร่งเครื่องสู่การเป็น “ศูนย์กลาง EV ของอาเซียน”

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุน EV มากที่สุดในอาเซียน โดยยอดขาย EV ในปี 2025 เพิ่มขึ้นราว 70% แตะระดับประมาณ 140,000 คัน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด

มาตรการ EV 3.5 และเป้าหมาย 30@30 มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ โดยเฉพาะจากจีน ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต EV ที่สำคัญที่สุดของอาเซียน

สำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอย่างไทย การเปลี่ยนผ่านสู่ EV อาจไม่ได้เป็นเพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

"ความท้าทายอยู่ที่ ไทยจะเป็นเพียงฐานประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า หรือก้าวสู่ฐานเทคโนโลยี EV"

แม้ไทยจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนด้านการประกอบรถยนต์และแบตเตอรี่ แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การยกระดับเข้าสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่า

ในยุค EV มูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่การประกอบชิ้นส่วนเพียงอย่างเดียว แต่กระจุกตัวอยู่ในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ AI ระบบปฏิบัติการ และการควบคุมห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยยังต้องเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจหมุนเวียน: โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม EV ไทย

ประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น คือ การจัดการแบตเตอรี่และรถ EV เมื่อหมดอายุการใช้งาน

หากไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ได้อย่างครบวงจร จะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถนำแร่สำคัญ เช่น ลิเทียม นิกเกิล และโคบอลต์ กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมความมั่นคงด้านทรัพยากร และลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในระยะยาว

การแข่งขัน EV ในอนาคต คือ การแข่งขันเพื่อครอบครองห่วงโซ่มูลค่า

ความสำเร็จของ EV ไม่ได้วัดจากจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรม และการครอบครองมูลค่าเพิ่มในแต่ละขั้นของห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ประเทศที่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำได้สำเร็จ จะมีโอกาสสร้างการจ้างงาน รายได้ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้มากกว่าประเทศที่ทำหน้าที่เพียงฐานการประกอบขั้นสุดท้าย

"หากไทยสามารถเปลี่ยนจากฐานการผลิตสู่ฐานเทคโนโลยีได้สำเร็จ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV จะไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว"

เรื่องและภาพ: อาชวี เอี่ยมสุนทรชัย Economist, Bnomics

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้