X

2026 ปีแจ้งเกิดสถานีชาร์จพลังแดด! Solar-to-EV x BESS x Dynamic Pricing มาแรง

Last updated: 24 ม.ค. 2569  |  158 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Solar-to-EV x BESS x Dynamic Pricing มาแรง

ปี 2026 สถานีชาร์จที่ติดตั้งระบบ Solar-to-EV พร้อมระบบ BESS (แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน) เพื่อทำค่าชาร์จแบบ Dynamic Pricing จะไม่ใช่แค่โครงการทดลองอีกต่อไป แต่กลายเป็น "เรือธง" ของค่ายพลังงานยักษ์ใหญ่ในไทยไม่ว่าจะเป็น EA Anywhere, EleX by EGAT, Evolt, Gunkul

นี่คือ “ตัวเปลี่ยนเกม” ในตลาดสถานีชาร์จในไทย เพราะทำให้การชาร์จตอนเที่ยงวันเปลี่ยนจากช่วง On-Peak ที่ค่าชาร์จแพงสุด “ลดลง 25-30%” จนเกิดกลุ่มที่เรียกว่า "Solar Hunter" หรือคนขับ EV ที่คอยส่องแอปฯ เพื่อตามล่าหาราคาที่ขึ้นเป็น "ตัวเลขสีเขียว" คล้ายกับการไล่เก็บคูปองส่วนลด “แต่...ต้องเป็นสถานีชาร์จที่มีระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระดับ MegaWatt”  

EA Anywhere, EleX by EGAT, Evolt  และ Gunkul เริ่มแล้ว! 

วันนี้ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรายใหญ่เริ่มทดลองระบบ Dynamic Pricing หรือการคิดราคาค่าชาร์จแบบยืดหยุ่นตามกลไกดีมานด์-ซัพพลาย และการผลิตไฟฟ้า (Solar-to-EV) ไม่ใช่การแบ่งแค่ กลางวัน/กลางคืน แบบเดิม แต่บางสถานีในกรุงเทพฯ เริ่มใช้ราคาที่ถูกลงเป็นพิเศษในช่วงที่ "แดดจัด" เพราะใช้ไฟจาก Solar Rooftop ของสถานี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างราคาค่าชารร์จรถ EV ในไทย

EA Anywhere (ในเครือพลังงานบริสุทธิ์): เป็นรายที่รุกหนักที่สุด โดยใช้ชื่อแคมเปญว่า "Sunny Charge" เน้นสถานีชาร์จขนาดใหญ่ที่มีการติดตั้ง Solar PV Rooftop และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS)

Evolt: ร่วมมือกับอาคารสำนักงานและคอมมูนิตี้มอลล์ เริ่มใช้ระบบ "Demand-Based Pricing" ปรับราคาตามจำนวนรถที่เข้ามาใช้บริการในขณะนั้น

EleX by EGAT: เน้นการเชื่อมโยงกับ App "EleXA" เพื่อคำนวณราคาตามช่วงเวลาที่เหมาะสมกับโครงข่ายไฟฟ้า (Smart Grid)

แบรนด์: EA Anywhere (ภายใต้โปรเจกต์ "Sunny Charge")

EA Anywhere ถือเป็นผู้เล่นที่รุกหนักที่สุดในด้าน Solar-to-EV หลายสถานีติดตั้ง Solar Carport ขนาดใหญ่ ร่วมกับ ระบบ BESS ทำให้ในช่วงแดดจัด (ประมาณ 11:00–14:00 น.) ราคาค่าชาร์จถูกปรับลงอย่างชัดเจน ผู้ใช้กลุ่มรถรับจ้างไฟฟ้าและฟลีทรถเชิงพาณิชย์รายงานว่า สามารถลดต้นทุนพลังงานได้ 20–30% ต่อวัน หากวางแผนมาชาร์จในช่วงเวลาดังกล่าว

พิกัดไฮไลต์:

EA Anywhere - อาคารสยามพิวรรธน์ทาวเวอร์ (สยาม): เน้นกลุ่มพนักงานออฟฟิศและคนมาห้างช่วงกลางวัน

EA Anywhere - สถานีเรือไฟฟ้า (EV Ferry) ท่าเรือนนทบุรี: เป็นจุดชาร์จแบบ Multi-Modal ที่ใช้แผงโซลาร์ขนาดใหญ่บนหลังคาท่าเรือ

ปั๊ม Caltex (สาขาที่รีโนเวทใหม่): เช่น สาขาไฮเวย์สายหลักที่ออกสู่ภาคตะวันออก

กระแสตอบรับ: ดีมากสำหรับกลุ่ม "ไรเดอร์ไฟฟ้า" และ "รถรับจ้างสาธารณะ" ที่วางแผนตารางงานมาชาร์จช่วงเที่ยง เพื่อลดต้นทุนพลังงานได้ถึง 20-30% ต่อวัน

แบรนด์: EleX by EGAT (ร่วมกับพันธมิตรเครือข่าย Smart Grid)

กฟผ. เน้นแนวคิด Green Charging Network เชื่อมโยงสถานีชาร์จกับระบบ Smart Grid และข้อมูลพยากรณ์อากาศ
แอปพลิเคชัน EleXA สามารถแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการชาร์จ ทั้งในมุมต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า

พิกัดไฮไลต์:

EleX by EGAT - ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง (บางกรวย): เป็นสถานีต้นแบบที่ใช้ระบบ AI คำนวณราคาตามแสงแดดจริง

ปั๊ม PT (สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล): เช่น สาขาเลียบทางด่วนรามอินทรา ที่มีการติดตั้ง Solar Roof ขนาดใหญ่

กระแสตอบรับ: กลุ่มผู้ใช้รถครอบครัวที่เดินทางไกลชอบระบบนี้ เพราะแอปฯ EleXA จะแจ้งเตือนล่วงหน้าว่า "ช่วงนี้ชาร์จถูก" ทำให้คนยอมแวะพักกินข้าวเที่ยงนานขึ้นเพื่อรอชาร์จไฟราคาประหยัด

แบรนด์: Evolt

Evolt ใช้แนวคิด Demand-Based Pricing เป็นหลัก โดยปรับราคาตามจำนวนผู้ใช้ในช่วงเวลานั้น และทำ Location-based Promotion ร่วมกับอาคารสำนักงานและคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีโซลาร์เซลล์ของตัวเอง โมเดลนี้เหมาะกับกลุ่ม Corporate Fleet และรถบริษัท ที่สามารถเลือกชาร์จในช่วง Solar Excess เพื่อควบคุมต้นทุนได้แม่นยำ เน้นเจาะกลุ่ม Commercial Hub และที่จอดรถอาคารสำนักงานระดับเกรด A

พิกัดไฮไลต์:

Evolt - Mega Bangna (โซนที่จอดรถที่มีหลังคาโซลาร์): มีการทำราคา Dynamic ในช่วงวันธรรมดาที่แดดจัด

อาคารสำนักงานย่านพระราม 9 และสุขุมวิท: ร่วมกับอาคารเขียว (Green Building) ที่มีโซลาร์เซลล์ของตัวเอง

กระแสตอบรับ: ได้รับการตอบรับดีจากกลุ่ม "Corporate Fleet" หรือรถบริษัทที่ใช้รถ EV เพราะสามารถทำสัญญาซื้อไฟในราคาพิเศษช่วงที่มีแดด (Solar Excess) ได้

แบรนด์ใหม่: Gunkul Spectrum (Volt)

ค่ายยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานทดแทนที่ผันตัวมาทำสถานีชาร์จเองโดยใช้จุดแข็งเรื่องโซลาร์เซลล์ กลุ่ม Gunkul นำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนมาต่อยอดสู่สถานีชาร์จ จุดเด่นคือ มี ระบบ BESS ขนาดใหญ่ ทำให้กำลังไฟไม่ตก แม้มีรถเข้าชาร์จพร้อมกันหลายคันหรือช่วงที่แสงแดดลดลง

พิกัดไฮไลต์:

Gunkul - พุทธมณฑลสาย 4: สถานีชาร์จขนาดใหญ่ที่เป็น Solar Carport 100%

โครงการที่พักอาศัยและคอนโด: ที่ติดตั้งระบบ Micro-Grid

กระแสตอบรับ: คนประทับใจเรื่อง "ความเร็วในการชาร์จที่ไม่ตก" แม้แดดจะหุบ เพราะระบบแบตเตอรี่ BESS ของค่ายนี้มีความเสถียรสูง



เจาะลึกราคา "ชาร์จช่วงแดดจัด"

ระบบนี้จะใช้เซนเซอร์วัดค่าความเข้มแสงอาทิตย์จริง ณ สถานีชาร์จ หากแผงโซลาร์ผลิตไฟได้สูง ระบบจะดึงไฟตรงเข้าสู่ตู้ชาร์จและลดราคาให้ผู้ใช้ทันทีจุดเด่น: ใครที่ชาร์จช่วง เที่ยงวัน (12:00 น.) ซึ่งปกติเป็นช่วง On-Peak ที่ไฟแพงที่สุด หากเลือกสถานีที่มี Solar Rooftop จะได้ราคาที่ "ถูกกว่าชาร์จตอนเช้า 8 โมง" ถึงหน่วยละ 2-3 บาทเลยทีเดียว

ระบบ Dynamic Pricing แบบ "ยิ่งรถเยอะยิ่งแพง / รถน้อยยิ่งถูก"

บางเจ้าเริ่มทดลองโมเดลคล้ายแอปฯ เรียกรถ (Grab/Uber) โดยมีรายละเอียดดังนี้:

Happy Hour: ในวันธรรมดา ช่วงเวลา 14:00 - 16:00 น. ซึ่งห้างสรรพสินค้าคนน้อย ราคาจะถูกลงกว่าช่วง 18:00 - 20:00 น. ประมาณ 15-20%

Location-Based: สถานีที่อยู่ในจุดอับหรือคนใช้น้อย (เช่น ในซอยลึก) จะปรับราคาลงอัตโนมัติผ่านแอปฯ เพื่อดึงดูดให้คนไปใช้บริการ ลดการกระจุกตัวในสถานีหลักบนถนนใหญ่

วิธีการสังเกตและใช้สิทธิ์

  • ดูในแอปพลิเคชัน: ราคาในแอปฯ ของผู้ให้บริการจะขึ้นเป็น "ตัวเลขสีเขียว" หรือมีสัญลักษณ์ "รูปดวงอาทิตย์" เพื่อบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงราคาพิเศษ
  • สถานีเป้าหมาย: มองหาสถานีที่มี หลังคา Solar Cell ขนาดใหญ่ (Solar Carport) เช่น สถานีในปั๊มน้ำมันโฉมใหม่ หรือตามมหาวิทยาลัย/โรงพยาบาลที่ติดตั้งระบบ Micro-grid
  • การจองล่วงหน้า: ระบบ Dynamic Pricing บางเจ้าจะล็อคราคาให้ทันทีที่กด "จองตู้" (Booking) ผ่านแอปฯ แม้ราคาจะปรับขึ้นในภายหลังขณะที่กำลังเดินทางไปถึง


การทำแบบนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการ "ระบายไฟจากโซลาร์" ที่ผลิตได้เกินในช่วงกลางวัน แทนที่จะต้องปล่อยทิ้งหรือขายคืนในราคาถูก และช่วยลดภาระค่าไฟให้คนใช้ EV ได้จริง

การที่สถานีชาร์จจะให้บริการในรูปแบบ Dynamic Pricing โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-to-EV) และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) จำเป็นต้องมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่สูงกว่าสถานีชาร์จ DC ทั่วไปค่อนข้างมาก สิ่งที่ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าต้องมีความพร้อมและระดับการลงทุนเพิ่มเติมมีดังนี้:

1. ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน

การให้บริการรูปแบบนี้ต้องเปลี่ยนสถานีชาร์จให้เป็น "Micro-Grid อัจฉริยะ" ซึ่งต้องมีองค์ประกอบหลักดังนี้:

ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV System)

ขนาด (Capacity): ไม่ใช่แค่ติดตั้ง Solar Rooftop เล็กๆ แต่ต้องเป็นระดับ MegaWatt (MW) หรืออย่างน้อย 300-500 kWp (กิโลวัตต์พีค) ต่อสถานี เพื่อให้เพียงพอต่อการชาร์จรถ DC Fast Charge ที่กินไฟสูงถึง 120-200 kW ต่อหัวชาร์จพร้อมกันหลายคัน

ประสิทธิภาพแผง: ต้องใช้แผงประสิทธิภาพสูง เช่น ชนิด Monocrystalline หรือ TopCon เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้มากที่สุดในพื้นที่จำกัด

ระบบแปลงไฟ (Inverter): ต้องเป็น Inverter ที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Inverter)

ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System - BESS)

นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Solar-to-EV และ Dynamic Pricing ระบบ BESS ทำหน้าที่ "เก็บไฟ" ที่ผลิตได้เกินในช่วงกลางวัน (11:00-14:00 น.) ไว้ในแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ แล้วนำมาใช้ชาร์จรถในช่วงเย็นหรือกลางคืนที่ไม่มีแดด หรือใช้ Boost กำลังไฟให้สูงขึ้นในตอนที่ชาร์จพร้อมกันหลายคัน เทคโนโลยีแบตเตอรี่มักใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ระดับ Commercial Grade ที่ทนทานกว่าแบตเตอรี่ในรถยนต์ทั่วไป

ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Energy Management System - EMS)

นี่คือสมองกลที่ควบคุมราคา Dynamic Pricing

ความสามารถ: ระบบ EMS จะคำนวณแบบ Real-time โดยพิจารณาจาก:

  • ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจาก Solar ได้ ณ ขณะนั้น
  • ปริมาณไฟในแบตเตอรี่ BESS
  • จำนวนรถที่กำลังชาร์จอยู่
  • ราคาค่าไฟจากการไฟฟ้าฯ ในช่วงเวลานั้นๆ
  • การเชื่อมต่อ: ต้องเชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดเข้ากับแอปพลิเคชันมือถือของผู้ใช้ เพื่อแสดงราคาโปรโมชั่นแบบอัตโนมัติ


การลงทุนเพื่ออัปเกรดเป็นสถานี Solar-to-EV ต้องใช้เงินมากน้อยแค่ไหน?

การลงทุนเพื่ออัปเกรดเป็นสถานี Solar-to-EV ที่รองรับ Dynamic Pricing นั้นสูงกว่าสถานีปกติ ประมาณ 1.5 - 2 เท่า

ต้นทุนโดยประมาณ (ต่อสถานี DC Fast Charge ขนาดกลาง):

  • ตู้ชาร์จ DC (x4หัว) : 4-6 ล้านบาท
  • ระบบ Solar Rooftop (300kWp+) : 5-8 ล้านบาท
  • ระบบ BESS (แบตเตอรี่กักเก็บ) : 3-5 ล้านบาท
  • ระบบ EMS และแพลตฟอร์ม loT : 1 – 1.5 ล้านบาท



รวม 13-20 ล้านบาท/สถานี สูงกว่าสถานีชาร์จ DC ทั่วไปที่ใช้เงินลงทุน 5 -7 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันระบบ BESS ราคาเริ่มลดลง แต่ EMS + Integration ยังแพง ค่า Civil + Grid Interconnection ยังไม่รวมในบางกรณี

 

เงินลงทุนเริ่มต้นสูงมาก: ทำให้มีเพียงผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดที่มีสายป่านยาว เช่น EA Anywhere, EGAT ที่สามารถลงทุนรูปแบบนี้ได้

จุดคุ้มทุนเร็วขึ้นในระยะยาว: แม้ลงทุนเยอะ แต่ช่วยให้ต้นทุนค่าไฟต่อหน่วยของสถานีลดลงอย่างมหาศาล (บางช่วงต้นทุนเกือบ 0 บาท ถ้าใช้ไฟจากแดดตรงๆ) ทำให้สามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นในระยะยาว และสามารถทำราคาดึงดูดลูกค้าได้

นี่คือภาพรวมที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ชาร์จตอนเที่ยงถูกกว่าตอนเช้า" ครับ เป็นการใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการต้นทุนพลังงานอย่างแท้จริง

กระแสตอบรับจากผู้ใช้จริง (User Feedback 2026)



พฤติกรรมเปลี่ยน: เกิดกลุ่มที่เรียกว่า "Solar Hunter" คือคนขับ EV ที่คอยส่องแอปฯ เพื่อหา "ราคาจุดเขียว" (ราคาถูกช่วงแดดจัด) คล้ายกับการรอเก็บคูปองส่วนลด
ความคุ้มค่า: ผู้ใช้ระบุว่าการชาร์จช่วง Solar Peak ช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนได้จริงประมาณ 1,500 - 2,500 บาทต่อเดือน (สำหรับคนที่ขับวันละ 80-100 กม.)
ปัญหาที่พบ: สถานีที่มี Dynamic Pricing ราคาถูก มักจะมีรถเข้าคิวเต็มในช่วงเวลา 12:00 - 13:00 น. ทำให้บางรายเสนอว่าควรเพิ่มระบบ "จองคิวล่วงหน้าพร้อมราคาโปรโมชั่น"


ข้อแนะนำ:

การเลือกสถานี: จากนี้ไป "หลังคาโซลาร์" บนสถานีชาร์จไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่มันคือ "สัญลักษณ์ของค่าชาร์จราคาถูก" ในช่วงกลางวัน

แอปพลิเคชันคืออาวุธ: แนะนำให้โหลดแอปฯ ของ EA Anywhere, EleXA และ Evolt ติดเครื่องไว้ และลองสังเกตการขยับของราคาในช่วง 11:00-14:00 น. จะพบดีลที่ประหยัดเงินในกระเป๋าได้มหาศาล

การลงทุน: หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือสนใจด้านธุรกิจ พลังงานสะอาดที่เชื่อมต่อกับ EV (Solar-to-EV) คือโมเดลธุรกิจที่คืนทุนเร็วที่สุดในขณะนี้ เพราะต้นทุนพลังงานสามารถผลิตได้เองจากหลังคา

ปัจจุบันคำว่า “ค่าชาร์จแบบ Dynamic Pricing” ยังไม่ได้ใช้กันอย่างเป็นทาง แต่เริ่มใช้คำเบา ๆ เช่น Promotion / Smart Rate / Green Charging” แทน

Dynamic Pricing + Solar-to-EV ในไทย

ประเทศไทยในปี 2568–ต้น 2569 มีองค์ประกอบครบแล้ว 4 อย่างที่ทำให้ Dynamic Pricing เกิดได้จริง:

1. DC Fast Charge ปริมาณมาก (โหลดไฟสูง)

2. Solar Rooftop / Solar Carport ระดับ 100–500 kWp ต่อไซต์

3. BESS เชิงพาณิชย์ (Containerized / Cabinet-scale)

4. EV Charging Platform ที่เชื่อม EMS ได้จริง

สิ่งนี้ทำให้ “ราคาค่าไฟ = ตัวแปร” ไม่ใช่ค่าคงที่อีกต่อไป

ประเด็นกฎหมาย / กำกับดูแล

Dynamic Pricing ยังต้อง ไม่ขัดกับอัตราค่าไฟ กกพ.
ต้องสื่อสารเป็น “ค่าบริการ” ไม่ใช่ “ค่าไฟฟ้า”
(ข) ความเสี่ยงที่ผู้ใช้ควรรู้

ราคาล็อกหรือไม่ ขึ้นกับแพลตฟอร์ม
ถ้าไม่กดจอง → ราคาอาจเปลี่ยน
ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์

สำหรับผู้ประกอบการ

1. อย่าทำ Solar ไซต์เล็กเกินไป เพราะจะไม่ใหญ่พอสร้าง “ราคาถูกจริง”

2. BESS สำคัญกว่าจำนวนหัวชาร์จ

3. สื่อสาร “ช่วงเวลาทอง” ให้ผู้ใช้บริการเข้าใจง่าย

สำหรับผู้ใช้ EV

1. เปลี่ยนพฤติกรรม หันมาชาร์จตอนเที่ยงเพื่อให้ประหยัดจริง

2. ใช้ App มากกว่าใช้ความเคยชิน

3. เลือกสถานีที่มี Solar Carport จริง ไม่ใช่แค่ติดป้ายเขียว

ชาร์จช่วงแดดจัด…ถูกได้แค่ไหน

จากการประเมินราคาค่าชาร์จเฉลี่ยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ช่วง 11:00 – 14:00 น. (Solar Peak) : ราคาชาร์จอาจลดลงเหลือประมาณ 5.5 – 6.5 บาท/หน่วย ต่ำกว่าช่วงเช้าหรือเย็นถึง 2–3 บาทต่อหน่วย

ช่วง Off-Peak กลางคืน : ราคายังคงใกล้เคียงเดิม แต่มีส่วนลดเล็กน้อยในบางสถานี

การผสาน Solar-to-EV + BESS + Dynamic Pricing กำลังเปลี่ยนบทบาทของสถานีชาร์จในไทยจาก “จุดเติมไฟ” ไปสู่ “ธุรกิจพลังงานอัจฉริยะ” ปี 2569 จึงอาจเป็นปีแรกที่ผู้ใช้ EV ในไทยเริ่มตระหนักว่า หลังคาโซลาร์บนสถานีชาร์จ ไม่ได้มีไว้แค่บังแดด แต่มันคือสัญลักษณ์ของค่าชาร์จที่ถูกลงจริง

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้