Bnomics by Bangkok Bank ออกบทวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังหมดมาตรการคืนภาษี เข้าสู่ยุคที่การแข่งขัน เทคโนโลยี และโครงสร้างอุตสาหกรรมจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง ระบุ "การเติบโตที่เกิดขึ้นในช่วงที่เงินอุดหนุนจากภาครัฐลดลงเป็นการสะท้อนว่าอุตฯ EV กำลังเริ่มยืนได้ด้วยตัวเอง" และกำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ!
อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า: การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังหมดมาตรการคืนภาษี
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างรวดเร็วจากแรงหนุนของนโยบายรัฐ โดยเฉพาะมาตรการ EV3.0 ที่ใช้ทั้งการลดภาษีนำเข้า ลดภาษีสรรพสามิต และเงินสนับสนุนผู้ซื้อโดยตรงตามขนาดแบตเตอรี่
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาตรการอุดหนุนเริ่มทยอยลดลง ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากยุคที่การเติบโตถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบาย ไปสู่ยุคที่การแข่งขัน เทคโนโลยี และโครงสร้างอุตสาหกรรมจะเป็นตัวกำหนดทิศทางแทน
ปี 2025 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นปีที่สะท้อนการปรับสมดุลของทั้งตลาด
EV กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ
รายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ในปี 2024 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกทะลุ 17 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเพียงประมาณ 4% ในปี 2020 การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยสามภูมิภาคหลัก
- จีนยังคงเป็นตลาด EV ใหญ่ที่สุดของโลก โดยคิดเป็นมากกว่าครึ่งของยอดขาย EV ทั้งโลก และเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และซัพพลายเชนที่สำคัญ
- ยุโรปเร่งผลักดันนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนและกำหนดเป้าหมายยุติการขายรถเครื่องยนต์สันดาปภายในในระยะยาว
- สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีและเงินสนับสนุน เพื่อดึงการลงทุนด้าน EV กลับเข้าประเทศ
การแข่งขันในอุตสาหกรรม EV จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ แต่กลายเป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ในการครอบครองห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงแร่สำคัญอย่างลิเทียม นิกเกิล และโคบอลต์
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเริ่มถูกจับตามองในฐานะฐานการผลิตใหม่ของอุตสาหกรรม EV และไทยกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค
ภาพรวมยานยนต์ไฟฟ้า: ปี 2025 ตลาดยังเติบโต แม้แรงสนับสนุนลดลงข้อมูลจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ระบุว่า ในปี 2025 มีการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้ารวม 302,891 คัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แบ่งเป็น
- BEV: 147,260 คัน
- HEV: 137,263 คัน
- PHEV: 18,368 คัน
รถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด ขณะที่ HEV ยังคงมีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ แต่สัดส่วนเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2023–2024
การเติบโตนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เงินอุดหนุนจากภาครัฐลดลงแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังเริ่มยืนได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจีนที่สามารถนำเสนอรถไฟฟ้าในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
ในเวลาเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จำนวนหัวชาร์จทั่วประเทศเพิ่มจาก 2,572 หัวในปี 2022 เป็นกว่า 13,000 หัวในปี 2025 ช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้งานรถไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
หลังยุค “คืนภาษีผู้ซื้อ” พฤติกรรมตลาดเริ่มเปลี่ยนมาตรการ EV3.0 ซึ่งให้เงินสนับสนุนผู้ซื้อรถไฟฟ้า 70,000–150,000 บาทต่อคัน สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2023 และถูกแทนที่ด้วย EV3.5 ที่ลดระดับเงินสนับสนุนลงอย่างมีนัยสำคัญ
- รถยนต์ไฟฟ้า: 50,000–100,000 บาท
- รถกระบะไฟฟ้า: 100,000 บาท
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: 10,000 บาท
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มปรับตัว ผู้ซื้อมีความระมัดระวังมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ รวมถึงเครือข่ายบริการหลังการขาย ขณะเดียวกัน HEV ยังคงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่ยังมีความกังวลเรื่องระยะทางการวิ่งและโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ
นโยบายใหม่: จาก “กระตุ้นการซื้อ” สู่ “สร้างฐานการผลิต”ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา ทิศทางนโยบาย EV ของไทยเริ่มเปลี่ยนอย่างชัดเจน รัฐบาลหันมาเน้นการสร้าง ฐานการผลิตภายในประเทศ มากกว่าการอุดหนุนผู้บริโภคโดยตรง สะท้อนความพยายามของไทยในการยกระดับจาก ตลาดผู้บริโภค EV ไปสู่ ศูนย์กลางการผลิตรถไฟฟ้าในภูมิภาค โดยผู้ผลิตจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรปเริ่มลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถไฟฟ้า รวมถึงโรงงานผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญในไทยมากขึ้น
ความเสี่ยงที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญแม้แนวโน้มระยะยาวยังเป็นบวก แต่อุตสาหกรรม EV ของไทยยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน
ประการแรกคือการแข่งขันจากผู้ผลิตต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนที่มีต้นทุนต่ำ เทคโนโลยีพัฒนาเร็ว และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแรง
ประการที่สองคือความไม่แน่นอนของบางแบรนด์ใหม่ในตลาด ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามถึงความมั่นคงของผู้ผลิตในระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ
ประการที่สามคือข้อจำกัดด้านกำลังซื้อของประชาชน เนื่องจากระดับหนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง และสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
สุดท้ายคือความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านแบตเตอรี่ ซึ่งอาจทำให้สินค้าคงคลังเสี่ยงต่อการล้าสมัยได้ในระยะสั้น
ปีแห่งการปรับตัวครั้งใหญ่ และอนาคตที่ต้องใช้ “ความเร็ว + ความรอบคอบ”ปี 2025 คือปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าก้าวผ่านจากยุคการพึ่งพานโยบายอุดหนุนจากรัฐ และเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้น “การเติบโตด้วยความเข้มแข็งจากภายใน” ทั้งในมุมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนต่าง ๆ
แม้นโยบายคืนภาษีและเงินสนับสนุนจะลดลง แต่ตลาดยังคงเติบโต เพราะราคายานยนต์ไฟฟ้าปรับตัวลงเองจากการแข่งขันที่รุนแรง และเพราะรัฐยังคงสนับสนุนด้านภาษีสรรพสามิตและการส่งเสริมการผลิตอย่างเหนียวแน่น
ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า ไทยมีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเฝ้าระวังการแข่งขันจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และต้องเสริมจุดแข็ง ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพสินค้า บริการหลังการขาย หรือความน่าเชื่อถือของแบรนด์
ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ถ้าทุกฝ่ายเดินไปพร้อมกัน ทั้งรัฐ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ประเทศไทยมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์แห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เรื่องและภาพ: สิทธิศักดิ์ ชุณหรุ่งโรจน์ Economist, Bnomics
Bnomics - Be an Economist for Everyone
วิเคราะห์ เจาะทุกประเด็นเศรษฐกิจ ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ
ที่มา : Bnomics by Bangkok Bank