X

EV vs รถน้ำมัน ขับ 5 ปี แบบไหนคุ้มกว่ากัน?

Last updated: 14 เม.ย 2569  |  149 จำนวนผู้เข้าชม  | 

EV vs รถน้ำมัน ใช้งาน 5 ปีอะไรคุ้มกว่ากัน?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะจากแบรนด์จีนได้เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ตลาดรถยนต์ไทยอย่างชัดเจน คำถามสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากยังลังเลคือ “รถไฟฟ้าคุ้มกว่ารถน้ำมันจริงหรือไม่” โดยเฉพาะเมื่อมองในระยะเวลาใช้งาน 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่นิยมเปลี่ยนรถใหม่

หากมองในมุมของ “ต้นทุนพลังงาน” รถ EV มีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจน โดยมีค่าใช้จ่ายต่อระยะทางต่ำกว่ารถน้ำมันประมาณ 3–4 เท่า กล่าวคือ รถน้ำมันมีต้นทุนเฉลี่ยราว 2.5–3 บาทต่อกิโลเมตร ขณะที่รถไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 0.5–1 บาทต่อกิโลเมตรเท่านั้น เมื่อคำนวณในระยะเวลา 5 ปี สำหรับผู้ที่ขับรถปีละ 30,000 กิโลเมตร หรือรวม 150,000 กิโลเมตร จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้สูงถึงประมาณ 270,000–300,000 บาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญอย่างมาก

อายุการใช้งาน “แบตเตอรี่” คุ้มค่ากับการลงทุน?

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้หลายคนยังลังเลคือ “แบตเตอรี่” ซึ่งถือเป็นหัวใจของรถ EV ความกังวลหลักอยู่ที่อายุการใช้งานและถ้าหากต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ในอนาคตอาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป แต่ข้อมูลในปัจจุบันชี้ว่าแบตเตอรี่รถไฟฟ้ามีอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 10–20 ปี และมีอัตราการเสื่อมสภาพเพียงประมาณ 1.5–2% ต่อปีเท่านั้น อีกทั้งผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังให้การรับประกันแบตเตอรี่ยาวนานถึง 8 ปี หรือประมาณ 150,000–180,000 กิโลเมตร

ความเป็นจริง เมื่อครบระยะประกัน แบตเตอรี่ไม่ได้ “เสีย” แต่เพียงมีความจุลดลง เช่น จากเดิมเคยวิ่งได้ 400 กิโลเมตร อาจลดเหลือ 300 กิโลเมตร ซึ่งยังคงเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ในด้านค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รถ EV ยังได้เปรียบในเรื่องค่าบำรุงรักษา เนื่องจากมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่ารถน้ำมัน จึงไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือดูแลระบบเครื่องยนต์ที่ซับซ้อน ขณะที่รถน้ำมันเมื่อใช้งานระยะยาว โดยเฉพาะเกิน 100,000–150,000 กิโลเมตร มักมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น เช่น ระบบเกียร์ ระบบหล่อเย็น หรือชิ้นส่วนเครื่องยนต์ เป็นต้น

ราคาขายต่อลดลงมาก จะคุ้มกับการลงทุนไหม?

รถยนต์ไฟฟ้า EV มีข้อเสียที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะ “ราคาขายต่อ” ที่มีแนวโน้มผันผวนและอาจลดลงเร็วกว่ารถน้ำมัน เนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้รถรุ่นใหม่มีสมรรถนะดีขึ้นและราคาถูกลง ส่งผลให้รถ EV รุ่นเก่ามีมูลค่าลดลงเร็วกว่า โดยทั่วไป รถน้ำมันอาจยังมีราคาขายต่อประมาณ 50–60% ของราคาซื้อหลัง 5 ปี ขณะที่รถ EV อาจอยู่ที่ประมาณ 35–50% ขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพแบตเตอรี่

เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดในระยะเวลา 5 ปี จะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ในกรณีรถระดับราคา 650,000 บาท และมีการใช้งานปีละ 30,000 กิโลเมตร รถน้ำมันจะมีต้นทุนรวมประมาณ 830,000 บาท ขณะที่รถ EV อยู่ที่ประมาณ 652,000 บาท หรือประหยัดได้ราว 180,000 บาท ส่วนในกลุ่มรถราคา 1 ล้านบาท รถน้ำมันมีต้นทุนรวมประมาณ 1,025,000 บาท ขณะที่ EV อยู่ที่ประมาณ 870,000 บาท ประหยัดได้ประมาณ 155,000 บาท แม้จะมีค่าเสื่อมราคาที่สูงกว่า

EV กับ รถน้ำมัน อย่างไหน “คุ้มค่า” กว่ากัน

ความคุ้มค่าของรถแต่ละประเภทไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “พฤติกรรมการใช้งาน” ของผู้ใช้เป็นหลัก หากเป็นผู้ที่ขับรถเป็นระยะทางมาก เช่น มากกว่า 20,000–30,000 กิโลเมตรต่อปี รถ EV จะให้ความคุ้มค่าได้อย่างชัดเจน เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากพอที่จะชดเชยราคาขายต่อที่ลดลง ในทางกลับกัน หากเป็นผู้ที่ขับรถน้อย เช่น ไม่ถึง 10,000 กิโลเมตรต่อปี ส่วนต่างของค่าใช้จ่ายพลังงานจะไม่มากนัก ทำให้ข้อได้เปรียบของ EV ลดลง และรถน้ำมันอาจเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าในภาพรวม

สรุปได้ว่า รถ EV เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในด้าน “ต้นทุนการใช้งานระยะยาว” โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้รถหนักและต้องการลดค่าใช้จ่ายรายเดือน ขณะที่รถน้ำมันยังคงได้เปรียบในด้าน “ความเสถียรของมูลค่าและความง่ายในการขายต่อ” ดังนั้นคำตอบของคำถามที่ว่า “รถแบบไหนคุ้มกว่า” จึงไม่มีคำตอบตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้รถมีรูปแบบการใช้งานแบบใด และให้ความสำคัญกับปัจจัยใดมากที่สุดนั่นเอง

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้