X

กทม.ร่วมกับ เนเธอร์แลนด์ - มจธ.คืนชีพเรือขยะเครื่องดีเซลเป็นเรือไฟฟ้า ชี้ขับเคลื่อนเมืองได้ 4 มิติ

Last updated: 24 เม.ย 2569  |  261 จำนวนผู้เข้าชม  | 

กทม.ร่วมกับ  เนเธอร์แลนด์ - มจธ. ปลดระวางเรือขยะเครื่องดีเซลคืนชีพเป็นเรือไฟฟ้า

กทม.ร่วมกับ  เนเธอร์แลนด์ และมจธ. เปลี่ยนเรือขยะเครี่องยนต์ดีเซลปลดระวางสู่เรือไฟฟ้า ต้นแบบเรือขนส่งทางน้ำ คาร์บอนต่ำ ปลอดฝุ่นพิษ ลดต้นทุนพลังงาน 60% เผยความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนเมืองได้อย่างยั่งยืน 4 มิติ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ (E-Boat Prototype) กล่าวว่าการผลักดันโครงการส่งเสริมการนำเรือไฟฟ้ามาใช้ “Empowering e-vessel adoption” คลองบางมด ช่วยอำนวยความสะดวกในการปรับปรุงเรือเก็บขนมูลฝอยเครื่องยนต์ดีเซลของ กทม. ให้กลายเป็นเรือไฟฟ้าต้นแบบ และจากสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบัน ถือเป็นโอกาสดีที่จะเปลี่ยนเรือน้ำมันให้เป็นเรือไฟฟ้า สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 60% ถ้าเทียบกับเรือดีเซล อนาคตจะขยายไปที่คลองอื่น ๆ แน่นอน ส่วนคลองแสนแสบ ตอนนี้เรากำลังพัฒนาร่วมกันกับไทยสมายล์โบ๊ท ที่กำลังปรับปรุงแบตเตอรี่และมอเตอร์ต่าง ๆ ให้สามารถรองรับประชาชนกว่า 100 คน ที่ใช้เรือในคลองแสนแสบสัญจรไปมา

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ (E-Boat Prototype) โดยมีนายเรมโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (Mr. Remco van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความเป็นสากล รองศาสตราจารย์ ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน และหัวหน้าศูนย์วิจัยเทคโนโลยีทางยานพาหนะและขนส่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ. : KMUTT) นายสนธยา เสมทัพพระ ที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มรักษ์คลองบางมด ร่วมล่องเรือไฟฟ้า ณ ท่าน้ำวัดพุทธบูชา คลองบางมด เขตทุ่งครุ ไปยังศูนย์การเรียนรู้เรือไฟฟ้า บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ เขตบางขุนเทียน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569



ด้านนายเร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (H.E. Mr. Remco van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายระยะยาวของความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างเนเธอร์แลนด์กับกรุงเทพมหานคร คือการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (energy transition) ของกรุงเทพมหานคร มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ทั้งจากสถานการณ์วิกฤติพลังงานโลกและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้การลงทุนเริ่มต้นจะมีต้นทุนค่อนข้างสูง แต่เมื่อดำเนินการแล้ว ต้นทุนการใช้งานของยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ จักรยาน หรือเรือ จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อเรียนรู้และพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกัน


ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของโครงการนี้เป็นตัวอย่างของความร่วมมือจาก 4+1 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ (กรุงเทพมหานคร) ภาคระหว่างประเทศ (สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์) ภาคประชาชน (ชุมชนบางมด) และภาควิชาการ (KMUTT) รวมถึงภาคเอกชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง ซึ่งการพัฒนาเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือ ความเชื่อมั่น และเป้าหมายร่วมกันของทุกภาคส่วน จึงจะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้เราได้ใช้เรือไฟฟ้าต้นแบบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนเมืองให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ด้วยมิติต่าง ๆ ดังนี้

1. นวัตกรรม "Retrofit": จากเรือเก่าปลดระวางสู่เรือไฟฟ้า โดยการนำ "เรือเก่าของ กทม." ที่ปลดระวางแล้วมาดัดแปลง (Retrofit) โดยถอดเครื่องยนต์สันดาปออกและใส่ระบบไฟฟ้าเข้าไป ความพิเศษคือการใช้วัสดุมือสองและอะไหล่ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น การนำมอเตอร์เก่าจากรถไฟฟ้า Wuling และการนำเซลล์แบตเตอรี่จากรถยนต์ Tesla และ BMW มาจัดเรียงใหม่เพื่อให้ได้กำลังวัตต์ที่ต้องการ และ AkzoNobel สนับสนุนสีทา และสีทาเคลือบเรือโดยตั้งเป้าให้เป็นเรือที่ซ่อมบำรุงง่าย ชุมชนดูแลเองได้ และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับน้ำมัน

2. ความร่วมมือระหว่างประเทศและสถาบันการศึกษา โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่เหนียวแน่นระหว่าง สถานทูตเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และวิสาหกิจชุมชนอารยะบางมด โดยได้ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำในด้านการจัดการน้ำจากเนเธอร์แลนด์เข้ามาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สะท้อนผ่านตัวเรือสีส้มซึ่งเป็นสีประจำชาติของเนเธอร์แลนด์ และเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวสู่ยุคการสัญจรทางน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

3. ยกระดับ "Green Tourism" เชื่อมโยงวิถีชีวิตและศิลปะชุมชน เรือไฟฟ้าลำนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ขนส่ง แต่เป็นหัวใจของการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) ในคลองบางมด เส้นทางล่องเรือจะผ่านจุดสำคัญที่สะท้อนความเข้มแข็งของชุมชน เช่น กำแพงงานศิลปะริมคลองที่ยาวที่สุด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนและกลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักปั่นจักรยานศึกษาวิถีชุมชน อาทิ ร้านขนมใส่ไส้ลุงปรีชา และ "บ้านชักรอก" ที่เติบโตจากการเปิดบ้านรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ทาสน้องหมาก็พลาดไม่ได้สำหรับ Soft Power เล็ก ๆ "น้องโกโก้และชิโร่" สุนัขพันธุ์ชิบะอินุประจำเรือ ที่กลายเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมบ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์

4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน การมีเรือไฟฟ้าต้องมาพร้อมกับการพัฒนาทางเดินริมคลอง ให้เดินได้ วิ่งได้ และขี่จักรยานได้สะดวก รวมถึงการติดตั้งไฟส่องสว่างโซลาร์เซลล์ตลอดแนวคลอง เพื่อความปลอดภัยและสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเมือง แม้ปัจจุบันยังมีบางจุดที่ต้องซ่อมแซมเพิ่มเติม แต่โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนหน้าตาการท่องเที่ยวริมคลองให้ยั่งยืนขึ้น




ที่มา : กรุงเทพมหานคร

 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้