Last updated: 12 พ.ค. 2569 | 211 จำนวนผู้เข้าชม |
OMODA & JEACOO ประกาศพร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทย จากโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่จังหวัดระยอง เดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมกันนี้ยังได้ตั้งเป้าส่งมอบให้ครบ 6,000 คัน ภายในเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯในการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

การส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรก ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ OMODA & JAECOO ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยในฐานะตลาดสำคัญรวมถึงการเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว มีการตั้งเป้าผลิตรวม 6,000 คันภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 และมีการเตรียมส่งมอบให้ลูกค้าล็อตแรกภายในเดือนพฤษภาคมนี้ นับเป็นการยืนยันศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน


สำหรับ JAECOO 5 EV Max+ ชุดแรกที่จะส่งมอบนั้น เป็นการประกอบผ่านกระบวนการ Knocked Down (KD) ภายในโรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง บนพื้นที่กว่า 104 ไร่ ซึ่งมีมูลค่าลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท เป็นไลน์การผลิตแบบครบวงจร และเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV Hub) ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิตและประกอบรถยนต์ รวมถึงการประกอบแบตเตอรี่ ที่จะได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่เชิงกลยุทธ์สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองรับกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คันต่อปี

JAECOO 5 EV Max+ มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท (จากราคาคาดการณ์ 6XX,XXX บาท) สะท้อนแนวคิด SUV ที่แข็งแกร่งและอเนกประสงค์ รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางที่หลากหลาย สำหรับลูกค้าที่จองภายในเดือนพฤษภาคม และส่งมอบภายในเดือนมิถุนายน จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ ได้แก่
· การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty)*
· ประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ.*
· Wall Charger พร้อมติดตั้ง*
· ฟรี! พรม JAECOO*
· ฟรี! AC Portable Charger*
· ฟรี! Application T-Box 1 ปี*
· ฟรี! บริการรถช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี*
*เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

OMODA & JAECOO มุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศไทยในระยะยาว