X

XPENG เปิดไลน์ผลิต GX: Robotaxi ระดับ Mass Production ครั้งแรกของจีน ท้าชน Tesla และ Waymo เต็มตัว

Last updated: 19 พ.ค. 2569  |  144 จำนวนผู้เข้าชม  | 

XPENG GX Robotaxi

XPENG สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ หลังประกาศเริ่มผลิต "Robotaxi" แบบ “Mass Production” อย่างเป็นทางการในประเทศจีน นับเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของโลกที่สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มรถไร้คนขับระดับ L4 เชิงพาณิชย์ได้ครบวงจร ตั้งแต่ตัวรถ ชิป AI ซอฟต์แวร์ autonomous driving ไปจนถึงสายการผลิตในโรงงานจริง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ XPENG ถูกจับตามองทันทีในฐานะคู่แข่งโดยตรงของ Tesla, Waymo และ Baidu ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในตลาด Robotaxi ระดับโลก

รายงานจาก Reuters ระบุว่า XPENG เริ่มเดินสายการผลิต Robotaxi รุ่นใหม่ที่โรงงานในกวางโจว ประเทศจีน โดยรถรุ่นดังกล่าวถูกพัฒนาภายใต้แพลตฟอร์ม “GX” ซึ่งออกแบบมาเพื่อการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงนำรถ EV ทั่วไปมาติดตั้งเซ็นเซอร์เพิ่มเหมือน Robotaxi หลายค่ายที่ผ่านมา



สิ่งที่น่าสนใจคือ XPENG พยายามผลักดันแนวคิด “AI-native vehicle” หรือรถที่ถูกออกแบบโดยมี AI เป็นศูนย์กลางของทุกระบบ ทั้งการตัดสินใจ การรับรู้สภาพแวดล้อม และการบริหาร fleet สำหรับบริการ ride-hailing ในอนาคต


XPENG GX: Robotaxi ที่ถูกสร้างมาเพื่อ “วิ่งหาเงิน” โดยเฉพาะ

แพลตฟอร์ม GX ถูกออกแบบให้แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปอย่างชัดเจน โดยเน้นเป้าหมายหลักคือ “การให้บริการเชิงพาณิชย์” มากกว่าการเป็นรถส่วนบุคคล

จากภาพและข้อมูลที่เปิดเผยออกมา ตัวรถมีลักษณะใกล้เคียง SUV หรือ MPV ขนาดใหญ่ เน้นพื้นที่ห้องโดยสารกว้าง รองรับผู้โดยสารหลายที่นั่ง พร้อมจัดวาง cabin ให้เหมาะกับบริการโดยสารแบบ ride-hailing มากกว่าการขับเอง

XPENG ยังออกแบบระบบภายในให้รองรับระบบ AI Assistant / Voice Interaction / OTA Software Update / Fleet Management / Remote Monitoring และระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time

ทั้งหมดนี้ทำให้ GX ไม่ใช่แค่ “รถยนต์” แต่เป็น “แพลตฟอร์ม mobility” เต็มรูปแบบ


ชิป AI 3,000 TOPS จุดขายสำคัญของ XPENG

หนึ่งในจุดที่สร้างความฮือฮาคือพลังประมวลผล AI ของรถรุ่นนี้

XPENG เปิดเผยว่า Robotaxi รุ่นใหม่ใช้ชิป “Turing AI” ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง จำนวน 4 ตัว ให้พลังประมวลผลรวมสูงถึง 3,000 TOPS (Trillions Operations Per Second)

ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับรถ EV ทั่วไปในตลาดปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ชิป NVIDIA Orin ที่มีพลังประมวลผลราว 200-500 TOPS เท่านั้น

XPENG ระบุว่าระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ AI Driving Model ยุคใหม่ที่ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลแบบเรียลไทม์ ทั้งการตรวจจับวัตถุ การคาดการณ์พฤติกรรมรถรอบข้าง การวางเส้นทาง การตัดสินใจฉุกเฉิน และการเรียนรู้จากข้อมูลจริงบนท้องถนน

บริษัทเคลมว่าระบบมี latency หรือ “ระยะเวลาหน่วง” ในการตอบสนองหลังจากได้รับข้อมูลเข้ามาต่ำกว่า 80 มิลลิวินาที ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับ autonomous driving ระดับสูง


เดินเกม “Vision-first” คล้าย Tesla

อีกประเด็นสำคัญคือ XPENG เริ่มขยับเข้าสู่แนวทาง “Pure Vision” หรือการใช้กล้องและ AI เป็นหลัก คล้ายแนวทางของ Tesla

ก่อนหน้านี้ Robotaxi ส่วนใหญ่ของโลก โดยเฉพาะ Waymo มักพึ่งพา LiDAR จำนวนมาก เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรับรู้สภาพแวดล้อม แต่ข้อเสียคือมีต้นทุนสูงและ scale production ได้ยาก

XPENG กลับเลือกแนวทาง:
  • ลดการใช้ LiDAR
  • เพิ่มการใช้กล้องและ neural network
  • ใช้ AI แบบ End-to-End
  • ลดต้นทุนฮาร์ดแวร์

แนวคิดนี้มีข้อดีคือสามารถผลิตจำนวนมากได้ง่ายกว่า และช่วยลดต้นทุนต่อคันลงอย่างมหาศาล หากระบบ AI มีประสิทธิภาพเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงในวงการ autonomous driving เพราะหลายฝ่ายมองว่า LiDAR ยังมีความจำเป็นต่อความปลอดภัยระดับสูง โดยเฉพาะในสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน


XPENG กำลังเข้าสู่ “สงคราม Robotaxi” เต็มรูปแบบ

การเปิดตัว Robotaxi ของ XPENG ทำให้ตลาดเริ่มเห็นภาพการแข่งขันที่ชัดขึ้นระหว่างผู้เล่นรายใหญ่ของโลก

ปัจจุบัน:
  • Tesla กำลังพัฒนา Cybercab
  • Waymo มีบริการ Robotaxi เชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ
  • Baidu Apollo Go ขยาย fleet ในจีนต่อเนื่อง

แต่สิ่งที่ทำให้ XPENG แตกต่างคือ “การเป็นผู้ผลิตรถยนต์โดยตรง” ที่มีทั้งโรงงาน สายการผลิต และ supply chain ของตัวเองอยู่แล้ว

นั่นหมายความว่า XPENG สามารถควบคุมต้นทุนได้ดี , scale fleet ได้เร็ว อัปเดต software ผ่าน OTA และรวม AI เข้ากับรถได้ลึกกว่า startup ทั่วไป

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า XPENG อาจกลายเป็นบริษัทที่มีต้นทุน Robotaxi ต่ำที่สุดรายหนึ่งของตลาด หากสามารถผลักดัน production scale ได้สำเร็จ


เป้าหมายใหญ่: Fully Driverless ภายในปี 2027

XPENG ระบุว่าแผนระยะต่อไปคือ:
  • เริ่มทดลอง fleet เชิงพาณิชย์ในปี 2026
  • เก็บข้อมูลการขับขี่จริงจำนวนมหาศาล
  • ขยายพื้นที่ให้บริการในจีน
  • พัฒนาไปสู่ “Fully Driverless Operation” ภายในปี 2027
  • นั่นหมายถึงบริการ Robotaxi ที่ไม่มี safety driver นั่งประจำในรถอีกต่อไป


หากทำได้จริง XPENG จะกลายเป็นหนึ่งในบริษัทแรกของโลกที่สามารถให้บริการ autonomous mobility ระดับ L4 แบบเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบได้จริง


Volkswagen อาจเป็นตัวแปรสำคัญ

อีกประเด็นที่ตลาดจับตามองคือความสัมพันธ์ระหว่าง XPENG กับ Volkswagen

ก่อนหน้านี้ Volkswagen ลงทุนใน XPENG และมีความร่วมมือด้านแพลตฟอร์ม EV และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติร่วมกัน

นักวิเคราะห์มองว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่ Volkswagen จะใช้ autonomous stack ของ XPENG หรือร่วมพัฒนา Robotaxi สำหรับตลาดยุโรป

หากเกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่ม scale และความน่าเชื่อถือให้ XPENG อย่างมหาศาล

ความท้าทายยังมีอีกมาก

แม้ XPENG จะก้าวล้ำอย่างมาก แต่ตลาด Robotaxi ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง

ปัจจัยสำคัญที่ยังต้องพิสูจน์ ได้แก่ ความปลอดภัยในโลกจริง กฎหมายในแต่ละประเทศ ต้นทุนประกันภัย ค่า maintenance อายุแบตเตอรี่ และความสามารถในการทำกำไร

ที่ผ่านมา Robotaxi หลายรายทั่วโลกยังคงเผชิญภาวะขาดทุนจากต้นทุนระบบ autonomous driving ที่สูงมาก

นอกจากนี้ แนวทาง Pure Vision ที่ XPENG เลือกเดินยังเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะแม้แต่ Tesla เองก็ยังถูกตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของระบบ Full Self-Driving อยู่ตลอดเวลา


บทสรุป: XPENG ไม่ได้ขายแค่รถ แต่กำลังขาย “อนาคตของการเดินทาง”

การเปิดตัว Robotaxi แบบ mass-produced ของ XPENG ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าอุตสาหกรรม EV กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่

จากเดิมที่ผู้ผลิตแข่งขันกันเรื่อง ระยะทางวิ่ง ความเร็วในการชาร์จ และสมรรถนะ

วันนี้การแข่งขันเริ่มเปลี่ยนไปสู่ AI / Autonomous Driving / Mobility Service และ Data Ecosystem

และถ้า XPENG สามารถผลักดันเทคโนโลยีนี้สู่เชิงพาณิชย์ได้จริง บริษัทอาจไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้นำแพลตฟอร์ม AI Mobility ของโลกในอนาคตก็เป็นได้


ข่าวนี้ถือว่าเป็นหนึ่งใน “Turning Point” สำคัญของวงการ EV และ AI Mobility จริง ๆ เพราะ XPENG กำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ไปสู่บริษัทเทคโนโลยีขนส่งอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นเกมเดียวกับที่ Tesla กำลังเล่นอยู่

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือ “จีนเริ่มเข้าสู่ยุคผลิต Robotaxi แบบอุตสาหกรรม” ไม่ใช่แค่ทดสอบวิ่งบนถนนอีกต่อไป...

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้