Last updated: 5 มิ.ย. 2569 | 119 จำนวนผู้เข้าชม |
ข่าว EV Station PluZ กำลังจะคิด "ค่าปรับจอดแช่ 10 บาท/นาที" มีความลึกทางธุรกิจมากกว่าที่เห็นบนหน้าฟีด Facebook เยอะ หลายคนอาจมองเป็นแค่คอนเทนต์ขำ ๆ กับการเล่นคำผวน "ครับป้า" กับ “ค่าปรับ” แต่ในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือหนึ่งในสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านตลาดสถานีชาร์จในไทยเลยทีเดียว
EV Station PluZ กำลังส่งสัญญาณอะไรถึงตลาด EV ไทย?
เพิ่งประกาศขึ้นค่าชาร์จในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ไปหมาด ๆ โดยเฉพาะช่วง Off Peak ที่ปรับขึ้นจาก 6.6 บาท/หน่วย เป็น 8.1 บาท/หน่วย เพิ่มขึ้นตั้ง 22.73% ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ “เพื่อสะท้อนต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริงของสถานีชาร์จ”
ล่าสุด EV Station PluZ ก็ปล่อยมุกการตลาดชวนสะดุ้งอีกระลอก
“ครับป้า...ก็ ค่าปรับ ไงค้าา”
พร้อมประกาศอัตราค่าปรับสำหรับผู้ที่จอดแช่ จอดขวาง หรือไม่ถอดหัวชาร์จ โดนชาร์จเพิ่ม “10 บาทต่อนาที!”
แค่เผลอนั่งชิลล์เกินเวลาไป 10 นาทีต้องจ่ายเป็นร้อย!!
บางคนคำนวณชวนน่าตกใจว่า... “ชั่วโมงละ 600”
เป็นตัวเลขที่ฟังแล้วหลายคนอาจถึงกับรีบเปิดแอปดูสถานะรถตัวเองทันที แต่ถ้ามองให้ “ลึกกว่า” ความตลกบนหน้าฟีด Facebook จะพบว่า สิ่งที่ EV Station PluZ กำลังทำ ไม่ใช่แค่การเก็บค่าปรับ แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของธุรกิจสถานีชาร์จ EV ในประเทศไทย
“ค่าปรับ” อาจสำคัญกว่าการ “ขึ้นค่าชาร์จ” เสียอีก!
หลายคนโฟกัสไปที่การขึ้นราคาค่าไฟต่อหน่วย แต่ในเชิงธุรกิจแล้ว สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการบริหาร "เวลา"
ลองคิดง่าย ๆ รถ EV หนึ่งคันอาจชาร์จเสร็จภายใน 25-40 นาที แต่เจ้าของรถบางคนเดินไปซื้อของ กินกาแฟ หรือรับประทานอาหารต่ออีก 1-2 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า “หัวชาร์จถูกยึดครอง” ทั้งที่การชาร์จเสร็จสิ้นไปแล้วเป็นชั่วโมงๆ
สำหรับผู้ใช้ EV คนอื่น นี่คือ “ปัญหา” จนตามมาด้วย “ดรามาหน้าตู้ชาร์จ” ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันก็มี
แต่สำหรับผู้ให้บริการสถานีชาร์จ มันคือ "ต้นทุน"
เพราะเครื่องชาร์จ DC Fast Charge หนึ่งเครื่องมีมูลค่าหลักล้านบาท ยิ่งเป็น Ultra Fast Charger ยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้นไปอีก
ดังนั้นรายได้ที่เพิ่มจากการขึ้นค่าชาร์จ 1 บาทต่อหน่วย อาจน้อยกว่ารายได้ที่ได้จากการทำให้หัวชาร์จกลับมาว่างเร็วขึ้น
พูดก็พูดเถอะ จริงๆแล้ว “ผู้ให้บริการไม่ได้ต้องการเก็บค่าปรับ แถมยังไม่ได้ต้องการให้มีใครโดนปรับเลยด้วยซ้ำ” เพราะนั่นหมายถึงหัวชาร์จจะถูกใช้งานได้ต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด “เก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ”
ตลาด EV ไทยกำลังเข้าสู่ยุค “บริหารความแออัด”
เมื่อก่อนปัญหาหลักของสถานีชาร์จคือ "มีหัวชาร์จน้อยเกินไป" แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มเปลี่ยน ผู้ประกอบการหลายรายลงทุนขยายสถานีอย่างหนัก ทั้ง EV Station PluZ, EA Anywhere, EleXA, Shell Recharge และผู้เล่นรายใหม่ๆอีกหลายเจ้า
คำถามจึงไม่ใช่มีหัวชาร์จอยู่กี่หัว
แต่คือ...จะทำอย่างไรให้หัวชาร์จที่มีอยู่ สร้างรายได้สูงสุด
นี่คือสิ่งที่ธุรกิจสนามบิน โรงแรม และ Data Center ทั่วโลกทำมานานแล้ว
ทรัพยากรที่มีราคาแพงต้องถูกใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพ
หัวชาร์จก็ไม่ต่างกัน
การคิดค่าปรับจอดแช่จึงเป็นเครื่องมือในการบริหารความแออัดมากกว่าการลงโทษผู้ใช้

อนาคตอาจไม่ได้จ่ายค่าชาร์จเท่ากันทุกคน!
สิ่งที่เกิดขึ้นที่สัตหีบอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในต่างประเทศ หลายเครือข่ายชาร์จกำลังเดินหน้าไปสู่ระบบ Dynamic Pricing หรือการคิดราคาตามสถานการณ์ เช่น ช่วงเทศกาลราคาสูงขึ้น ช่วงที่สถานีหนาแน่นราคาสูงขึ้น Ultra Fast Charge แพงกว่า Fast Charge สมาชิกจ่ายถูกกว่าลูกค้าทั่วไป รถ Fleet ได้ราคาพิเศษ
ฟังดูคุ้น ๆ ใช่ไหม
เพราะนี่คือโมเดลเดียวกับสายการบิน โรงแรม และบริการ Ride-Hailing อย่าง Uber
ประเทศไทยอาจกำลังเดินเข้าสู่จุดนั้นเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง พัทยา ภูเก็ต หัวหิน เขาใหญ่ หรือเชียงใหม่ ซึ่งความต้องการใช้หัวชาร์จสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปอย่างชัดเจน
ยุค “โปรโมชั่นแรง” อาจกำลังจบลง
หากย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน ตลาด EV ไทยเต็มไปด้วยโปรโมชั่น ชาร์จฟรี แจกเครดิต ส่วนลด 50% หรือแม้แต่การชาร์จ Off Peak ในราคาต่ำมาก
เหตุผลไม่ซับซ้อนอะไร...ผู้ประกอบการต้องการสร้าง Ecosystem และดึงคนเข้าสู่โลก EV
แต่วันนี้จำนวนรถ EV ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้งานมีมากกว่าสมัยเริ่มต้นหลายเท่า คำถามของธุรกิจจึงเปลี่ยนจาก
"จะหาลูกค้าเพิ่มอย่างไร" เป็น "จะทำให้ธุรกิจมีกำไรได้อย่างไร"
ต้นทุนของสถานีชาร์จไม่ได้มีแค่ค่าไฟ แต่ยังมีค่า Demand Charge ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเชื่อมต่อระบบไฟฟ้ากำลังสูง ค่าบำรุงรักษา ค่าระบบ Backend และ Application รวมทั้งค่าเสื่อมราคาของเครื่องชาร์จ
ยิ่งขยาย Ultra Fast Charger มากเท่าไร ภาระต้นทุนก็ยิ่งสูงขึ้น
ดังนั้น การขึ้นค่าชาร์จที่สัตหีบ และการคิดค่าปรับจอดแช่ จึงเป็นภาพสะท้อนของแนวโน้มเดียวกัน นั่นคือ...
ตลาดกำลังเปลี่ยนจากยุค “สร้างฐานลูกค้า” ไปสู่ยุค “สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน”
ทำไม 10 บาทต่อนาที?
ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ถ้าปรับเพียง 1-2 บาทต่อนาที ผู้ใช้จำนวนมากอาจคิดว่า "จ่ายก็ได้ สะดวกกว่า"
แต่เมื่อค่าปรับอยู่ที่ “10 บาทต่อนาที” จิตวิทยาจะเปลี่ยนทันที!
10 นาที = 100 บาท
30 นาที = 300 บาท
1 ชั่วโมง = 600 บาท
กลายเป็นตัวเลขที่ทำให้คนรู้สึกว่า "ไม่คุ้มที่จะเสี่ยง"
"เป้าหมายจึงไม่ใช่การหารายได้จากค่าปรับ แต่เป็นการทำให้ไม่มีใครอยากโดนปรับเลย"
และ EV Station PluZ เพิ่งส่งสัญญาณเรื่องนี้ไปแล้วจากการขึ้นค่าชาร์จที่สัตหีบ ซึ่งบริษัทระบุว่าเพื่อสะท้อนต้นทุนจริงของการดำเนินงาน ดังนั้นหลังจากเริ่ม "ปรับราคา" ขั้นต่อไปจึงเป็น "เพิ่มประสิทธิภาพการใช้หัวชาร์จ"
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมานานแล้ว
ความจริงมาตรการ Idle Fee ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผู้ให้บริการระดับโลกใช้กันมาหลายปี โดยเฉพาะเครือข่ายชาร์จที่มีความหนาแน่นสูง
แนวคิดคือ เมื่อชาร์จเสร็จแล้ว หัวชาร์จต้องกลับมาให้บริการคันต่อไปให้เร็วที่สุด เพราะรายได้ของสถานีไม่ได้มาจากการจอด แต่มาจากการหมุนเวียนของรถที่เข้ามาชาร์จ
ยิ่ง Turnover สูง รายได้ยิ่งดี การลงทุนยิ่งคุ้มค่า
ผลดีของมาตรการนี้
1. เพิ่มการหมุนเวียนหัวชาร์จ
สถานีเดิม เครื่องเดิม พื้นที่เท่าเดิม แต่รองรับรถได้มากขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
2. ลดปัญหาทะเลาะกันในชุมชน EV
ใครเล่นกลุ่ม EV จะรู้ดีว่าดราม่า ชาร์จเสร็จไม่ยอมออก จอดขวาง หรือ เสียบค้างไว้ เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ เมื่อมีบทลงโทษชัดเจน พฤติกรรมเหล่านี้จะลดลง
3. ทำให้สถานี Fast Charge เป็น Fast Charge จริงๆ
หัวชาร์จ DC ถูกออกแบบมาเพื่อการแวะเติมพลังระยะสั้น “ไม่ใช่ที่จอดรถฟรี” ค่าปรับจะช่วยดึงระบบกลับสู่จุดประสงค์ดั้งเดิม
แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน
1. ผู้ใช้บางส่วนอาจรู้สึกถูกกดดัน
โดยเฉพาะผู้ที่จอดชาร์จแล้วกินข้าว เข้าห้องน้ำ หรือซื้อของในปั๊ม แล้วกลับมาช้ากว่าที่คาด หากระบบแจ้งเตือนไม่ดีพอ อาจทำให้เกิดความไม่พอใจได้
2. รถบางรุ่นชาร์จช้ากว่าที่คิด
ผู้ใช้มือใหม่อาจคาดการณ์เวลาชาร์จผิด ทำให้เกิดข้อโต้แย้งเรื่องการคิดค่าปรับ
3. ต้องมีระบบตรวจสอบที่แม่นยำ
ผู้ให้บริการต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่า ชาร์จเสร็จเวลาใด เริ่มคิดค่าปรับเมื่อใด และ "มีการแจ้งเตือนแล้วหรือไม่?"
ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นประเด็นร้องเรียนได้
EV Station PluZ อาจกำลังทำหน้าที่ “Price Leader” ของตลาด
หากมองในฐานะคนติดตามอุตสาหกรรม EV มาโดยตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงนโยบายเฉพาะของ EV Station PluZ
แต่มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นต้นแบบให้ผู้เล่นรายอื่นในอนาคต
ก่อนหน้านี้ EV Station PluZ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ลงทุนขยายเครือข่าย DC Fast Charge และ Ultra Fast Charge อย่างต่อเนื่อง
วันนี้จึงเป็นหนึ่งในรายแรก ๆ ที่เริ่มส่งสัญญาณเรื่องการสะท้อนต้นทุนจริง และการบริหารประสิทธิภาพการใช้งานหัวชาร์จอย่างจริงจัง
หากมาตรการนี้ได้ผล อีก 1-2 ปีข้างหน้า เราอาจเห็น “ค่าปรับจอดแช่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม"
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจสถานีชาร์จไม่ได้แข่งขันกันว่าใครขายไฟถูกที่สุด แต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถทำให้เครื่องชาร์จมูลค่าหลายล้านบาท สร้างรายได้และให้บริการผู้ใช้ได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด
และบางที...ตัวเลข "10 บาทต่อนาที" ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงค่าปรับ อาจเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนที่สุดว่า
อุตสาหกรรมสถานีชาร์จ EV ไทย กำลังก้าวเข้าสู่ยุคธุรกิจเต็มตัวอย่างแท้จริงแล้ว.
อ้างอิงข้อมูลจาก : เพจ EV Station PluZ