Last updated: 12 มิ.ย. 2569 | 151 จำนวนผู้เข้าชม |
ตัวเลขยอดผลิต “20,000 คัน” ในปีแรกของโรงงานฉางอานเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของ EV HUB ของไทย แต่บททดสอบที่ยากกว่าเพิ่งจะเริ่มต้น นั่นคือการเปลี่ยนโรงงาน EV ทั้งหมดที่แห่มาลงทุนในไทยให้กลายเป็นเครื่องจักรส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก เหมือนที่ Toyota, Isuzu เคยทำสำเร็จมาแล้วในยุคเครื่องยนต์สันดาป...
ครบ 1 ปีพอดีกับที่โรงงาน CHANGAN Automobile Rayong Factory เดินสายการผลิตในประเทศไทย พร้อมสร้างอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญด้วยการผลิตรถยนต์คันที่ 20,000 ออกจากโรงงานระยอง ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่แห่งแรกของฉางอานนอกประเทศจีน
ตัวเลข 20,000 คันอาจดูเป็นเพียงสถิติของผู้ผลิตรายหนึ่ง แต่หากมองให้ลึก นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของสถานะ "EV Hub ไทย" ในปี 2569
ประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ จากช่วงดึงดูดการลงทุน สู่ช่วงพิสูจน์ว่าโรงงานที่สร้างขึ้นจะสามารถสร้างยอดผลิตจริงได้มากน้อยแค่ไหน
ไทยกลายเป็นแม่เหล็กดูดเม็ดเงิน EV ไปแล้ว
ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก
เฉพาะเพียงฝั่งจีนอย่างเดียว เม็ดเงินลงทุนก็ไหลเข้าสู่ไทยหลายหมื่นล้านบาท
BYD ลงทุนสร้างโรงงานที่ระยอง มูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท กำลังการผลิตประมาณ 150,000 คันต่อปี ผลิตรถกลุ่ม Dolphin, Atto 3 และ SUV รุ่นใหม่
CHANGAN ลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท สร้างโรงงานครบวงจรบนพื้นที่ 250 ไร่ มีกำลังผลิตเริ่มต้น 100,000 คันต่อปี และมีแผนขยายเป็น 200,000 คันในอนาคต
AION ลงทุนกว่า 6,000-7,000 ล้านบาท เปิดโรงงานผลิต AION Y Plus
NETA ลงทุนร่วมกับพันธมิตรไทย ผลิต NETA V-II เพื่อรองรับตลาดอาเซียน
ขณะที่ Geely, XPENG และผู้ผลิตจีนรายอื่นกำลังทยอยเข้ามาสร้างเครือข่ายในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม คือฝั่งญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้ยืนดูอยู่เฉยๆ
Toyota กำลังใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิต Hilux EV เพื่อทดสอบตลาดและเตรียมส่งออก
Isuzu เดินหน้า D-Max EV สำหรับตลาดยุโรปและออสเตรเลีย
Honda, Mitsubishi และ Nissan ต่างประกาศแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถไฟฟ้าเช่นกัน
ภาพที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่สงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น แต่คือการที่ผู้ผลิตจากทั่วโลกกำลังเดิมพันกับประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยุทธศาสตร์แห่งใหม่ของภูมิภาค

ยอดผลิตฉางอาน 20,000 คันในปีการผลิตแรก บอกอะไรเกี่ยวกับ EV Hub ไทย?
ภายในเวลาเพียง 1 ปี โรงงานฉางอานสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 20,000 คัน โดยมีรถหลัก 2 รุ่นคือ DEEPAL S05 และ NEVO Q05
ในมุมหนึ่ง นี่คือความสำเร็จที่น่าประทับใจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ตัวเลขดังกล่าวกำลังสะท้อนความจริงของอุตสาหกรรม EV ไทย เพราะหากเทียบกับกำลังการผลิต 100,000 คันต่อปีของโรงงานระยอง จะพบว่าโรงงานใช้กำลังการผลิตเพียงประมาณ 20% เท่านั้น
และสถานการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดกับฉางอานเพียงรายเดียว หลายโรงงาน EV ที่เปิดดำเนินการในไทยยังอยู่ในช่วง "สร้างกำลังการผลิต" มากกว่า "ใช้กำลังการผลิตเต็มกำลัง"
เหตุผลสำคัญมีอยู่ 3 ประการ
ประการแรก ตลาด EV ไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวหลังสงครามราคาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ประการที่สอง ผู้ผลิตจำนวนมากเร่งลงทุนเพื่อให้ทันมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ส่งผลให้กำลังการผลิตถูกสร้างขึ้นเร็วกว่าความต้องการจริงของตลาด
ประการที่สาม การส่งออกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หลายโรงงานยังไม่ได้ใช้ไทยเป็น Export Hub เต็มรูปแบบ
พูดง่ายๆ คือ วันนี้ประเทศไทยมีโรงงานพร้อมผลิตมากกว่าจำนวนรถที่ตลาดต้องการซื้อ
จีนกำลังสร้างตลาด ญี่ปุ่นกำลังสร้างฐานส่งออก
หากมองลึกลงไป จะพบว่าผู้ผลิตแต่ละชาติใช้ประเทศไทยแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ
ผู้ผลิตจีนส่วนใหญ่เลือกผลิตรถกลุ่ม Mainstream ที่มียอดขายสูง
BYD ผลิต Dolphin และ Atto 3
AION ผลิต AION Y Plus
NETA ผลิต NETA V-II
ส่วน CHANGAN เลือก DEEPAL S05 ซึ่งเป็น Hero Product และ NEVO Q05 ซึ่งเป็น SUV ตลาดมวลชน
เป้าหมายหลักคือสร้างยอดขายและขยายฐานลูกค้า
ในขณะที่ผู้ผลิตญี่ปุ่นกำลังเดินอีกเกมหนึ่ง
Toyota กำลังใช้ไทยเป็นฐานการผลิต Hilux EV
Isuzu ใช้ไทยเป็นฐานผลิต D-Max EV สำหรับส่งออก
นั่นหมายความว่า จีนกำลังช่วยให้คนไทยใช้ EV มากขึ้น แต่ญี่ปุ่นกำลังช่วยให้ประเทศไทยยังรักษาสถานะ "ฐานการผลิตรถยนต์ระดับโลก" เอาไว้ได้
EV Hub ไทย ยังไปต่อได้อีกหรือไม่?
คำตอบคือ "ได้" แต่โจทย์กำลังยากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงแรก ประเทศไทยแข่งขันกันดึงนักลงทุน
วันนี้การแข่งขันเปลี่ยนไปแล้ว
สิ่งที่โลกกำลังจับตาไม่ใช่จำนวนโรงงานที่เปิดตัว แต่เป็นจำนวนรถที่ผลิตและส่งออกได้จริง
โรงงานที่อยู่รอดในอีก 5 ปีข้างหน้า จะไม่ใช่โรงงานที่ใหญ่ที่สุด แต่จะเป็นโรงงานที่สามารถส่งรถออกไปขายในอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาได้มากที่สุด
พร้อมกันนั้น ไทยยังต้องเติมจิ๊กซอว์สำคัญอีกหลายด้าน
ทั้งโรงงานผลิตเซลล์แบตเตอรี่ระดับ Gigafactory
การวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ยานยนต์
การผลิตมอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ
เพราะหากไทยยังทำหน้าที่เพียงประกอบรถ มูลค่าเพิ่มจำนวนมากจะยังคงอยู่ที่ต่างประเทศ
จาก EV Hub สู่ EV Manufacturing Powerhouse
การผลิตรถคันที่ 20,000 ของฉางอานจึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของแบรนด์จีนรายหนึ่ง แต่มันกำลังบอกเราว่า ประเทศไทยสอบผ่านแล้วในเรื่องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
โรงงานถูกสร้างขึ้นจริง
ซัพพลายเชนกำลังเกิดขึ้นจริง
ผู้ผลิตระดับโลกกำลังเข้ามาจริง
แต่บทสอบที่ยากกว่าเพิ่งเริ่มต้น
นั่นคือการเปลี่ยนโรงงานเหล่านี้ให้กลายเป็นเครื่องจักรส่งออกระดับโลก เหมือนที่ Toyota, Isuzu และอุตสาหกรรมรถกระบะไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วในยุคเครื่องยนต์สันดาป
หากทำได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียง EV Hub ของอาเซียน แต่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
และตัวเลข 20,000 คันของฉางอาน อาจถูกจดจำในอนาคตว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ
10 มิ.ย. 2569
11 มิ.ย. 2569