Last updated: 16 มิ.ย. 2569 | 146 จำนวนผู้เข้าชม |
มาห์เล จับมือ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส พัฒนาแอปพลิเคชันทดสอบเซนเซอร์ระบบช่วยขับขี่ (ADAS) ในรถยนต์ยุคใหม่ ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ครอบคลุมอู่ซ่อมรถยนต์ ศูนย์บริการ ผู้ผลิตรถยนต์ ตลอดจนบริษัทประกันภัย หน่วยงานราชการ และองค์กรตรวจสภาพรถยนต์
มาห์เล (MAHLE) และ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส (Rohde & Schwarz) ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันทดสอบเซนเซอร์ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หลังการซ่อมแซม พบให้ผลการทดสอบแม่นยำและเชื่อถือได้ ถือเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มใหม่นี้คือ ระบบวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra จากมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ (MAHLE Lifecycle and Mobility) ที่ได้รับการยกระดับประสิทธิภาพด้วยการผสานเครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการวัดและการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูง
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังขาดกระบวนการวัดที่เป็นมาตรฐานสำหรับการทดสอบเซนเซอร์ ADAS หลังเกิดอุบัติเหตุหรือหลังการซ่อมแซม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ่อมแซมชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ ด้วยเหตุนี้ นวัตกรรมใหม่จากมาห์เล และโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส สามารถเข้ามาช่วยอุดช่องว่างดังกล่าว โดยระบบนี้ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ ศูนย์บริการ ผู้ผลิตรถยนต์ ตลอดจนบริษัทประกันภัย หน่วยงานราชการ และองค์กรตรวจสภาพรถยนต์
นอกจากนี้ ในอนาคต แอปพลิเคชันนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบเซนเซอร์ ADAS ขณะรถจอดนิ่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ ทั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมจากความร่วมมือดังกล่าวที่งาน TÜV MobiCon 2026 ณ กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา

เฟลิกซ์-แมทเทียส วอลเทอร์ (Felix-Matthias Walter) ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชันการบริการของมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ กล่าวว่า “นวัตกรรมนี้จะยกระดับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะไปอีกขั้น เพราะเป็นครั้งแรกที่เราสามารถตรวจวัด ติดตาม และกำหนดมาตรฐานการทำงานของระบบเหล่านี้ภายหลังการซ่อมแซมได้ นี่ไม่ใช่แค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือให้กับระบบนิเวศการเดินทางทั้งหมด”

แมทเทียส เบียร์ (Matthias Beer) ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เซนเซอร์รับภาพ ของโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส อธิบายว่า “นี่คือหมุดหมายสำคัญสำหรับความปลอดภัยในยานยนต์ เทคโนโลยีการวัดเรดาร์ของเราถูกนำไปใช้งานในกระบวนการพัฒนาและผลิตรถยนต์ทั่วโลกแล้ว และในวันนี้ เรากำลังร่วมมือกับมาห์เลเพื่อนำเทคโนโลยีการวัดที่มีความแม่นยำสูงระดับนี้มาสู่อู่ซ่อมรถโดยตรง"
เครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra ของมาห์เล มาพร้อมเซนเซอร์อัลตราโซนิกในตัว เพื่อให้สามารถกะตำแหน่งการจัดวางชิ้นส่วนได้อย่างแม่นยำโดยตรงจากภายในห้องโดยสาร มีการระบุหมายเลขตัวถังได้โดยอัตโนมัติ การวัดระยะทางด้วยเลเซอร์ และระบบปรับเป้าหมายด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้กระบวนการวิเคราะห์เครื่องมือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยกรถยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ยังช่วยรับประกันความแม่นยำในการจัดวางตำแหน่ง แม้รถจะมีความสูงมากก็ตาม
ขณะที่เครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถที่เหนือกว่าอุปกรณ์วิเคราะห์ทั่วไป เช่น การตรวจจับความถี่และโพลาไรเซชัน การวัดกำลัง รวมถึงการจำลองเป้าหมายและมุมสำหรับเซนเซอร์เรดาร์ โดยฟังก์ชันเหล่านี้ช่วยให้ช่างเทคนิคสามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของการจัดวางตำแหน่ง รวมถึงการทำงานของเซนเซอร์เรดาร์ หลังการซ่อมแซมหรือเมื่อเกิดความเสียหาย โดยใช้งานร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® 2 ของมาห์เล
นวัตกรรมที่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั้งสองพัฒนาร่วมกันนี้ครอบคลุมการใช้งานที่สำคัญสำหรับอู่ซ่อมรถยนต์หลายประการ ระบบนี้จะช่วยออกเอกสารยืนยันตามมาตรฐานว่าระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่กลับมาทำงานได้ตามปกติและตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดหลังการซ่อมแซม ทั้งยังเหมาะสำหรับการทดสอบคุณภาพและสมรรถนะ เนื่องจากสามารถจำลองสถานะการทำงานของระบบได้ทั้งในสภาวะปกติและสภาวะที่เกิดข้อผิดพลาด ขณะเดียวกันระบบนี้จะสร้างข้อมูลการวัดที่สามารถทำซ้ำได้และตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ ข้อกำหนดทางกฎหมาย หรือการประเมินของบริษัทประกันภัยในอนาคตได้
ที่มา : มาห์เล