Last updated: 17 มิ.ย. 2569 | 124 จำนวนผู้เข้าชม |
ท่ามกลางจังหวะสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยที่กำลังเข้าสู่เฟสการแข่งขันที่เข้มข้น ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศ "สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)" ได้ประกาศผลการเลือกตั้งนายกสมาคมและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ โดยสมาชิกมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก "นายสุโรจน์ แสงสนิท" ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ต่อเป็นวาระที่ 2 (ปี 2569-2571) สะท้อนความเชื่อมั่นต่อบทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
ตลอดวาระแรกที่ผ่านมา EVAT มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ประกอบการชิ้นส่วน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้า ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิต EV ที่ได้รับความสนใจสูงสุดในอาเซียน ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการพัฒนามาตรฐาน เทคโนโลยีบุคลากร และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
สำหรับ "คณะกรรมการบริหารชุดใหม่" ถือว่ามีความหลากหลายและครอบคลุมทุกภาคส่วน โดยมีอุปนายก 5 ด้าน ได้แก่ วิชาการ การผลิตยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการใช้งาน EV ซึ่งสะท้อนแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

การได้ “นายกคนเดิม” กลับมาบริหารต่อมีข้อดีที่ชัดเจนคือ ความต่อเนื่องของนโยบาย โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรม EV ไทยกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านราคาจากผู้ผลิตจีน การยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ รวมถึงการผลักดันเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบชาร์จให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การมีผู้นำที่เข้าใจบริบทเดิมและมีเครือข่ายกับทุกภาคส่วนย่อมช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายได้มาก
สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้ คือ EVAT จะผลักดันผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน EV มากขึ้นได้มากน้อยเพียงใด เพราะแม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและยกระดับผู้ผลิตไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
การได้รับเลือกกลับมาของนายสุโรจน์จึงไม่ใช่เพียงการต่ออายุวาระของนายกสมาคมฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า EVAT จะสามารถเปลี่ยนจากบทบาท “ผู้ส่งเสริม” ไปสู่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม” ได้มากน้อยเพียงใด ในช่วงเวลาที่อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังถูกกำหนดใหม่โดยกระแส EV โลก
1. EV ไทยเข้าสู่ยุคหลังการอุดหนุน
มาตรการสนับสนุนภาครัฐเริ่มลดบทบาทลง ขณะที่สงครามราคารถ EV ยังดำเนินต่อไป ความท้าทายของ EVAT จึงไม่ใช่การผลักดันยอดขาย แต่เป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานไทยและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
2. โจทย์ใหญ่ไม่ใช่รถ แต่คือซัพพลายเชน
ไทยดึงเม็ดเงินลงทุนจากค่ายรถจีนได้จำนวนมากแล้ว แต่คำถามสำคัญคือผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์มากแค่ไหน การตั้งอุปนายกฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจึงเป็นสัญญาณที่น่าจับตา
3. EVAT ต้องเป็นมากกว่าสมาคม
ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า EVAT อาจต้องทำหน้าที่คล้าย Think Tank ของอุตสาหกรรม EV ไทย ทั้งเรื่องมาตรฐานแบตเตอรี่ การรีไซเคิล การพัฒนาบุคลากร และการผลักดันเทคโนโลยี ADAS หรือระบบช่วยขับอัจฉริยะ ซึ่งจะกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
การเลือกนายสุโรจน์ แสงสนิท กลับมานั่งเก้าอี้นายก EVAT อีกสมัย จึงไม่ใช่เพียงการต่ออายุผู้นำองค์กร แต่คือการเดิมพันของอุตสาหกรรม EV ไทยกับ 'ความต่อเนื่อง' ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และโจทย์สำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่การขายรถ EV ให้ได้มากขึ้น แต่คือการทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากคลื่นการลงทุน EV มากที่สุด

ข้อมูลอ้างอิง : ประกาศผลการเลือกตั้งและโครงสร้างคณะกรรมการบริหารสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย วาระปี 2569-2571
ที่มา : สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)