สถิติการเกิดเพลิงไหม้ของรถยนต์ไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น และน้อยกว่าที่หลายคนเข้าใจ แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้น ลักษณะของเพลิงจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแตกต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาป ทั้งอุณหภูมิที่สูงกว่า ความเสี่ยงต่อการลุกไหม้ซ้ำ (Re-ignition) และการเกิดก๊าซอันตรายระหว่างเกิดเพลิงไหม้ การรับมือที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุด
ล่าสุดเพจของ "กระทรวงพลังงาน" ได้เผยแพร่ “วิธีรับมือหากรถ EV เกิดไฟไหม้” แบบรู้เท่าทัน พร้อมข้อสังเกตสัญญาณผิดปกติ และปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธี และช่วยลดความเสี่ยงอย่างรอบด้าน
รถ EV ไฟไหม้บ่อยจริงหรือ?
ข้อมูลจาก สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร สะท้อนว่า สถิติการเกิดเพลิงไหม้ของรถยนต์ไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น
อันดับ 1 : รถไฮบริด (HEV/PHEV) 3,474.5 คัน
อันดับ 2 : รถสันดาป (น้ำมัน) 1,529.9 คัน
อันดับ 3 : รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 25.1 คัน
หมายเหตุ: ข้อมูลจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า รถ EV ไม่ใช่ยานยนต์ที่เกิดไฟไหม้บ่อยอย่างที่หลายคนกังวล อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุขึ้น การจัดการต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ

สาเหตุหลักที่ทำให้รถ EV เกิดเพลิงไหม้
แม้ระบบแบตเตอรี่จะผ่านการออกแบบและทดสอบด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่ยังมีปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ได้แก่
- อุบัติเหตุรุนแรงจนกระทบชุดแบตเตอรี่
- ระบบชาร์จไฟเกิดความผิดปกติ
- ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน
- ระบบไฟฟ้าหรือเซลล์แบตเตอรี่เกิดความเสียหายหรือลัดวงจร
การใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานและตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด
4 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามก่อนเกิดเหตุ รถ EV มักมีสัญญาณผิดปกติให้สังเกต หากพบอาการต่อไปนี้ ควรหยุดใช้งานและนำรถเข้าตรวจสอบทันที
ไฟเตือนบนหน้าปัด- ไฟเตือนระบบแบตเตอรี่
- ไฟเตือนรูปเต่า
- ไฟเตือนแรงดันลมยาง หรือระบบอื่นผิดปกติ
2. เสียงและกลิ่นผิดปกติ- ได้ยินเสียงจากระบบขับเคลื่อนที่ไม่เคยเกิดขึ้น
- มีกลิ่นไหม้
- พบควันสีขาวบริเวณใต้ท้องรถ
3. ระบบขับเคลื่อนทำงานผิดปกติ- รถเร่งไม่ขึ้น
- กำลังตก
- การทำงานของระบบผิดปกติ
4. ระหว่างชาร์จไฟ- แบตเตอรี่ร้อนผิดปกติ
- ชาร์จไฟไม่เข้า
- หัวชาร์จล็อกหรือถอดไม่ออก
หากเกิดไฟไหม้ ต้องทำอย่างไร?ขณะขับขี่หากพบควันหรือกลิ่นไหม้
- รีบนำรถไปจอดในพื้นที่ปลอดภัย
- ดับรถและออกห่างจากตัวรถทันที
- ไม่ควรเปิดฝากระโปรงหรือพยายามดับไฟเอง
- โทรแจ้งเหตุเพลิงไหม้ 199
ระหว่างชาร์จที่สถานี- หยุดการชาร์จผ่านแอปหรือเครื่องชาร์จ
- กดปุ่ม Emergency Stop หากมี
- แจ้งเจ้าหน้าที่สถานีทันที
- กันคนออกจากพื้นที่
ระหว่างชาร์จที่บ้าน- ตัดกระแสไฟจากเมนเบรกเกอร์หรือคัตเอาต์ หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย
- อพยพคนออกจากบริเวณ
- หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้รถ
- โทรแจ้ง "199" โดยเร็วที่สุด
ทำไมไฟไหม้รถ EV จึงดับยาก?เพลิงจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากรถทั่วไป เช่น
- อุณหภูมิสูงมาก
- อาจเกิดควันและก๊าซอันตราย
- มีโอกาสลุกไหม้ซ้ำได้ แม้ไฟจะดูเหมือนดับแล้ว
- ปฏิกิริยาภายในแบตเตอรี่คาดเดาได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงอาจต้องใช้น้ำปริมาณมากและใช้เวลาควบคุมเพลิงนานกว่ารถเครื่องยนต์สันดาป
EV-ROADS Insight :รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ทุกวันนี้ได้รับการออกแบบให้มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ทั้งระบบป้องกันการลัดวงจร การตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ (Battery Thermal Management System) ทำให้โอกาสเกิดเพลิงไหม้อยู่ในระดับต่ำมาก
อย่างไรก็ตาม "ความรู้" คืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่ดีที่สุด เจ้าของรถควรรู้จักสังเกตสัญญาณผิดปกติ หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน และเมื่อเกิดเหตุควรรีบอพยพออกจากรถ พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที แทนการพยายามดับเพลิงด้วยตนเอง เพราะการรับมืออย่างถูกต้องตั้งแต่วินาทีแรก จะช่วยลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
EV-ROADS Tips : 5 วิธีลดความเสี่ยงไฟไหม้รถ EV- ใช้เครื่องชาร์จและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน
- หลีกเลี่ยงการดัดแปลงระบบไฟฟ้าของรถ
- หลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ควรนำรถเข้าตรวจสอบ แม้ภายนอกจะดูปกติก็ตาม
- หากพบกลิ่นไหม้ ควัน หรือความร้อนผิดปกติ อย่าฝืนใช้งาน
- อัปเดตซอฟต์แวร์รถตามที่ผู้ผลิตแนะนำ เพราะบางครั้งเป็นการปรับปรุงระบบจัดการแบตเตอรี่และความปลอดภัย
แม้ข่าวรถ EV ไฟไหม้จะได้รับความสนใจทุกครั้งที่เกิดขึ้น แต่หากมองจากข้อมูลเชิงสถิติ เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนรถ EV ที่ใช้งานอยู่บนท้องถนน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่คือการมีความรู้ในการสังเกตสัญญาณเตือน ใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน และปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยอย่างถูกต้อง เพราะสุดท้ายแล้ว "ความรู้ที่ถูกต้อง คือระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดของผู้ใช้รถ EV ทุกคน"
ที่มา : เพจเฟซบุ๊คกระทรวงพลังงาน (MINISTRY OF ENERGY)