X

รู้ทัน! รถ EV ไฟไหม้ รับมืออย่างไร?

Last updated: 2 ก.ค. 2569  |  114 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รู้ทันรถ EV ไฟไหม้

สถิติการเกิดเพลิงไหม้ของรถยนต์ไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น และน้อยกว่าที่หลายคนเข้าใจ แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้น ลักษณะของเพลิงจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแตกต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาป ทั้งอุณหภูมิที่สูงกว่า ความเสี่ยงต่อการลุกไหม้ซ้ำ (Re-ignition) และการเกิดก๊าซอันตรายระหว่างเกิดเพลิงไหม้ การรับมือที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุด

ล่าสุดเพจของ "กระทรวงพลังงาน" ได้เผยแพร่ “วิธีรับมือหากรถ EV เกิดไฟไหม้” แบบรู้เท่าทัน พร้อมข้อสังเกตสัญญาณผิดปกติ และปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธี และช่วยลดความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

รถ EV ไฟไหม้บ่อยจริงหรือ?

ข้อมูลจาก สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร สะท้อนว่า สถิติการเกิดเพลิงไหม้ของรถยนต์ไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น

อันดับ 1 : รถไฮบริด (HEV/PHEV) 3,474.5 คัน

อันดับ 2 : รถสันดาป (น้ำมัน) 1,529.9 คัน

อันดับ 3 : รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 25.1 คัน

หมายเหตุ: ข้อมูลจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.

ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า รถ EV ไม่ใช่ยานยนต์ที่เกิดไฟไหม้บ่อยอย่างที่หลายคนกังวล อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุขึ้น การจัดการต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ



สาเหตุหลักที่ทำให้รถ EV เกิดเพลิงไหม้

แม้ระบบแบตเตอรี่จะผ่านการออกแบบและทดสอบด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่ยังมีปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ได้แก่

  • อุบัติเหตุรุนแรงจนกระทบชุดแบตเตอรี่
  • ระบบชาร์จไฟเกิดความผิดปกติ
  • ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ระบบไฟฟ้าหรือเซลล์แบตเตอรี่เกิดความเสียหายหรือลัดวงจร

การใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานและตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด

4 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ก่อนเกิดเหตุ รถ EV มักมีสัญญาณผิดปกติให้สังเกต หากพบอาการต่อไปนี้ ควรหยุดใช้งานและนำรถเข้าตรวจสอบทันที

ไฟเตือนบนหน้าปัด
  • ไฟเตือนระบบแบตเตอรี่
  • ไฟเตือนรูปเต่า
  • ไฟเตือนแรงดันลมยาง หรือระบบอื่นผิดปกติ 

2. เสียงและกลิ่นผิดปกติ

  • ได้ยินเสียงจากระบบขับเคลื่อนที่ไม่เคยเกิดขึ้น
  • มีกลิ่นไหม้
  • พบควันสีขาวบริเวณใต้ท้องรถ

3. ระบบขับเคลื่อนทำงานผิดปกติ
  • รถเร่งไม่ขึ้น
  • กำลังตก
  • การทำงานของระบบผิดปกติ

4. ระหว่างชาร์จไฟ
  • แบตเตอรี่ร้อนผิดปกติ
  • ชาร์จไฟไม่เข้า
  • หัวชาร์จล็อกหรือถอดไม่ออก

หากเกิดไฟไหม้ ต้องทำอย่างไร?

ขณะขับขี่

หากพบควันหรือกลิ่นไหม้
  • รีบนำรถไปจอดในพื้นที่ปลอดภัย
  • ดับรถและออกห่างจากตัวรถทันที
  • ไม่ควรเปิดฝากระโปรงหรือพยายามดับไฟเอง
  • โทรแจ้งเหตุเพลิงไหม้ 199

ระหว่างชาร์จที่สถานี
  • หยุดการชาร์จผ่านแอปหรือเครื่องชาร์จ
  • กดปุ่ม Emergency Stop หากมี
  • แจ้งเจ้าหน้าที่สถานีทันที
  • กันคนออกจากพื้นที่

ระหว่างชาร์จที่บ้าน
  • ตัดกระแสไฟจากเมนเบรกเกอร์หรือคัตเอาต์ หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย
  • อพยพคนออกจากบริเวณ
  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้รถ
  • โทรแจ้ง "199" โดยเร็วที่สุด

ทำไมไฟไหม้รถ EV จึงดับยาก?

เพลิงจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากรถทั่วไป เช่น
  • อุณหภูมิสูงมาก
  • อาจเกิดควันและก๊าซอันตราย
  • มีโอกาสลุกไหม้ซ้ำได้ แม้ไฟจะดูเหมือนดับแล้ว
  • ปฏิกิริยาภายในแบตเตอรี่คาดเดาได้ยาก
 
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงอาจต้องใช้น้ำปริมาณมากและใช้เวลาควบคุมเพลิงนานกว่ารถเครื่องยนต์สันดาป

EV-ROADS Insight :

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ทุกวันนี้ได้รับการออกแบบให้มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ทั้งระบบป้องกันการลัดวงจร การตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ (Battery Thermal Management System) ทำให้โอกาสเกิดเพลิงไหม้อยู่ในระดับต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม "ความรู้" คืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่ดีที่สุด เจ้าของรถควรรู้จักสังเกตสัญญาณผิดปกติ หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน และเมื่อเกิดเหตุควรรีบอพยพออกจากรถ พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที แทนการพยายามดับเพลิงด้วยตนเอง เพราะการรับมืออย่างถูกต้องตั้งแต่วินาทีแรก จะช่วยลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

EV-ROADS Tips : 5 วิธีลดความเสี่ยงไฟไหม้รถ EV
  • ใช้เครื่องชาร์จและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน
  • หลีกเลี่ยงการดัดแปลงระบบไฟฟ้าของรถ
  • หลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ควรนำรถเข้าตรวจสอบ แม้ภายนอกจะดูปกติก็ตาม
  • หากพบกลิ่นไหม้ ควัน หรือความร้อนผิดปกติ อย่าฝืนใช้งาน
  • อัปเดตซอฟต์แวร์รถตามที่ผู้ผลิตแนะนำ เพราะบางครั้งเป็นการปรับปรุงระบบจัดการแบตเตอรี่และความปลอดภัย
 
แม้ข่าวรถ EV ไฟไหม้จะได้รับความสนใจทุกครั้งที่เกิดขึ้น แต่หากมองจากข้อมูลเชิงสถิติ เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนรถ EV ที่ใช้งานอยู่บนท้องถนน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่คือการมีความรู้ในการสังเกตสัญญาณเตือน ใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน และปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยอย่างถูกต้อง เพราะสุดท้ายแล้ว "ความรู้ที่ถูกต้อง คือระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดของผู้ใช้รถ EV ทุกคน"

ที่มา : เพจเฟซบุ๊คกระทรวงพลังงาน (MINISTRY OF ENERGY)

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้