X

ทะลุหลักแสน! ยอดจดทะเบียนใหม่ BEV ครึ่งปีแรกพุ่ง 103,110 คัน ลุ้นสร้างสถิติ 2 แสนคันเป็นปีแรก

Last updated: 7 ก.ค. 2569  |  103 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ทะลุหลักแสน! ยอดจดทะเบียนใหม่ BEV ครึ่งปีแรกพุ่ง 103,110 คัน ลุ้นสร้างสถิติ 2 แสนคันเป็นปีแรก

“ยอดจดทะเบียนใหม่ BEV ครึ่งปีแรกพุ่ง 103,110 คัน” แตะ 70% ของยอดทั้งปี 2568 หากตลาดยังเติบโตในอัตราใกล้เคียงเดิม ปี 2569 จะกลายเป็นปีแรกที่ประเทศไทยมียอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งไฟฟ้าใหม่ทะลุ "200,000 คัน" สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ส่วนยอดจดทะเบียนสะสมเก๋ง BEV ทั่วประเทศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่  487,054 คัน

ถอดรหัสตลาด EV ไทยครึ่งปีแรก 2569 : BEV ทะลุ 103,110 คันใน 6 เดือน สัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย

ตัวเลขล่าสุดของ “กรมการขนส่งทางบก” สะท้อนให้เห็นว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มียอดจดทะเบียนใหม่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ BEV สูงถึง 103,110 คัน คิดเป็นเกือบ 70% ของยอดทั้งปี 2568 ที่ทำได้ 147,571 คัน

หากแนวโน้มยังเดินหน้าด้วยอัตราใกล้เคียงเดิม มีความเป็นไปได้สูงว่า ปี 2569 จะกลายเป็นปีแรกที่ประเทศไทยมียอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง BEV ใหม่ทะลุ 200,000 คัน สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ที่สำคัญกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียง "ยอดขายที่เพิ่มขึ้น" แต่กำลังสะท้อนว่า โครงสร้างตลาดรถยนต์ไทยเริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างจริงจัง



ยอดจดทะเบียนใหม่รถยนต์นั่ง BEV (รย.1) เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569

 

  • มกราคม 40,465 คัน
  • กุมภาพันธ์ 4,767 คัน
  • มีนาคม 10,075 คัน
  • เมษายน 9,963 คัน
  • พฤษภาคม 18,073 คัน
  • มิถุนายน 19,767 คัน
  • รวม 6 เดือน 103,110 คัน

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนจังหวะตลาดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง



แม้เดือนมกราคมจะมียอดจดทะเบียนสูงผิดปกติจากการเร่งจดทะเบียนรถที่ส่งมอบปลายปี 2568 แต่หลังจากนั้นตลาดไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างถาวร ตรงกันข้าม ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ยอดจดทะเบียนใหม่กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่กลับขึ้นมาแตะระดับเกือบ 20,000 คันต่อเดือน

นั่นหมายความว่า ความต้องการซื้อรถ BEV ไม่ได้เกิดจากการเร่งส่งมอบเพียงช่วงสั้น ๆ แต่กำลังเริ่มมีฐานผู้ซื้อใหม่เข้ามาเติมตลาดอย่างต่อเนื่อง

เพียงครึ่งปี ก็มียอดเกือบ 70% ของทั้งปี 2568

ย้อนกลับไปในปี 2568 ประเทศไทยมียอดจดทะเบียนใหม่รถยนต์ไฟฟ้า BEV ทั้งปี 147,571 คัน

แต่เพียง 6 เดือนแรกของปี 2569 ตลาดทำยอดได้แล้ว 103,110 คัน หรือประมาณ 69.9% ของทั้งปีที่ผ่านมา

หากครึ่งปีหลังรักษาค่าเฉลี่ยได้เพียงเดือนละประมาณ 17,000-18,000 คัน ประเทศไทยจะมียอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง BEV ใหม่มากกว่า 200,000 คัน ได้ไม่ยาก และอาจเติบโตจากปีก่อนในระดับกว่า 35-45%

ตัวเลขเช่นนี้ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมาก เมื่อเทียบกับตลาดรถยนต์โดยรวมซึ่งอยู่ในภาวะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นี่ไม่ใช่ "กระแส" แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างตลาด

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่าการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเกิดจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ หรือเป็นเพียงผลจากสงครามราคาของผู้ผลิตจีน

แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลล่าสุด คำตอบเริ่มชัดเจนขึ้น

ปัจจุบันตลาดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผู้ซื้อกลุ่ม Early Adopter เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากกำลังขยายไปสู่กลุ่มผู้ใช้รถครอบครัว พนักงานบริษัท ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคทั่วไปที่เริ่มมองรถ BEV เป็น "ตัวเลือกหลัก" แทนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญประกอบด้วย

  • ราคาจำหน่ายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตที่รุนแรงขึ้น
  • เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีระยะทางวิ่งไกลกว่าเดิม
  • เครือข่ายสถานีชาร์จที่ครอบคลุมมากขึ้น
  • ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นหลังเห็นรถ BEV ใช้งานจริงในตลาดไทยหลายแสนคัน

พูดได้ว่า ตลาดไทยกำลังเข้าสู่ช่วง Mass Adoption มากกว่าจะเป็นช่วงทดลองตลาดเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อน

สงครามราคาเริ่มเปลี่ยนเป็นสงครามเทคโนโลยี

อีกประเด็นที่น่าจับตา คือการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนรูปแบบ

ในช่วงแรก แบรนด์ต่าง ๆ ใช้ "ราคา" เป็นอาวุธหลักในการแย่งส่วนแบ่งตลาด แต่ปัจจุบันการแข่งขันเริ่มขยับไปสู่เรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการชาร์จ ระบบช่วยขับอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ภายในรถ ความปลอดภัยของแบตเตอรี่ ไปจนถึงบริการหลังการขาย

ผู้ชนะในระยะยาวจึงอาจไม่ใช่ผู้ที่ขายรถได้ถูกที่สุด แต่เป็นผู้ที่สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีที่สุด

นี่คือเหตุผลที่หลายค่ายเริ่มลงทุนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ศูนย์บริการ ระบบ OTA และแพลตฟอร์มดิจิทัล มากกว่าการแข่งขันลดราคาเพียงอย่างเดียว

ครึ่งปีแรก 2569 คือจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรอบใหม่

หากมองในภาพรวม ครึ่งปีแรกของปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงช่วงที่ยอดขายรถ BEV เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรอบใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

จากนี้ไป การแข่งขันจะไม่ได้อยู่ที่ว่า "ใครขายรถไฟฟ้าได้มากกว่า" แต่จะเป็นการแข่งขันว่า "ใครสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้มากกว่า" ทั้งในด้านเทคโนโลยี คุณภาพผลิตภัณฑ์ บริการหลังการขาย และความสามารถในการรักษามูลค่ารถในระยะยาว

และเมื่อการแข่งขันเข้าสู่มิติใหม่ ผู้ผลิตทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น ยุโรป หรือผู้ผลิตดั้งเดิมในประเทศไทย ต่างจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์ หากไม่ต้องการเสียพื้นที่ในตลาดที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเวลานี้




ยอดจดทะเบียนสะสมเก๋ง BEV ทั่วประเทศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่  487,054 คัน

ยอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) BEV ทั่วประเทศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่  487,054 คัน เป็นยอดสะสมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คิดเป็น 99.1% ของรถ BEV ที่จดทะเบียนตามกฎหมายรถยนต์ทั้งหมด

อ้างอิงข้อมูลจาก : กรมการขนส่งทางบก

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้