Last updated: 17 ก.ค. 2569 | 88 จำนวนผู้เข้าชม |
"สถาบันยานยนต์" จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการกลุ่มย่อยเรื่อง "แบตเตอรี่พาสปอร์ต และแนวทางการคัดเลือกพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า" ภายใต้โครงการยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมการจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมดุสิต ปริ้นเซส ศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
ในการประชุมมีการนำเสนอแนวคิดและกรอบการดำเนินงานของ Battery Passport สำหรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลตลอดวงจรชีวิตของแบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ทีมการตรวจสอบย้อนกลับ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จาก ดร. ณัฐนัย คุณานุสนธิ์ นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ

ในช่วงบ่ายเป็นการนำเสนอแนวทางการคัดเลือกพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ประกอบด้วย ดร. พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ นักวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน และ ดร. ณัฐนัย คุณานุสนธิ์ ซึ่งได้กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมรีไซเคิล เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนหลักเกณฑ์และแนวทางการคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่

นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการจัดทำแนวทางการพัฒนา Battery Passport และการกำหนดพื้นที่รองรับการรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมการจัดการซากแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย




Battery Passport กำลังกลายเป็น "พาสปอร์ตทางการค้า" ของอุตสาหกรรม EV ไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าก้าวเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันกำลังวัดกันที่ "ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน" (Supply Chain Transparency) และความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต แบตเตอรี่จึงไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนราคาแพงที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า หากกำลังกลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องมี "ตัวตน" และ "ประวัติ" ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดอายุการใช้งาน
นั่นคือเหตุผลที่ Battery Passport ถูกผลักดันขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ สถาบันยานยนต์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "Battery Passport และแนวทางการคัดเลือกพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า" ภายใต้โครงการยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมการจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการแบตเตอรี่ EV ของประเทศไทยในระยะยาว
Battery Passport คืออะไร?
หากเปรียบเทียบง่ายที่สุด Battery Passport คือ "สมุดประวัติสุขภาพดิจิทัล" ของแบตเตอรี่แต่ละก้อน
ข้อมูลตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ผู้ผลิตเซลล์ ผู้ประกอบแบตเตอรี่ ค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เคมีของแบตเตอรี่ ความจุ ประสิทธิภาพ การใช้งาน การซ่อมบำรุง จนถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Second Life) และการรีไซเคิล จะถูกบันทึกไว้ในระบบเดียว ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดอายุการใช้งาน
พูดอีกแบบหนึ่ง Battery Passport กำลังเปลี่ยนแบตเตอรี่จาก "กล่องสีดำ" ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีข้อมูลกำกับทุกช่วงชีวิต
โลกเดินไปไกลกว่าที่หลายคนคิด
Battery Passport ไม่ใช่แนวคิดบนกระดาษอีกต่อไป
สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังผ่าน EU Battery Regulation โดยกำหนดให้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าต้องมี Battery Passport ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับ การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การใช้วัสดุรีไซเคิล และการจัดการซากแบตเตอรี่ในอนาคต
ผู้ผลิตระดับโลกอย่าง BMW, Volvo, Mercedes-Benz, CATL, LG Energy Solution และ Northvolt ต่างเร่งพัฒนาระบบรองรับ เพราะหากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ การส่งออกไปยังตลาดยุโรปจะยากขึ้นเรื่อยๆ
กล่าวได้ว่า Battery Passport กำลังเปลี่ยนจาก "มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม" ไปสู่ "เงื่อนไขทางการค้า" ของอุตสาหกรรม EV โลก
ไทยกำลังเริ่มต้นในจังหวะที่เหมาะสม
ภายในการประชุมครั้งนี้ สถาบันยานยนต์ได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ นำเสนอกรอบการดำเนินงาน Battery Passport พร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อออกแบบระบบที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ในอนาคต
ประเด็นสำคัญคือ ไทยไม่ได้มอง Battery Passport แยกออกจากการรีไซเคิล แต่เชื่อมโยงทั้งระบบตั้งแต่การผลิต การใช้งาน การใช้ซ้ำ ไปจนถึงการรีไซเคิล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
นั่นถือเป็นการวางรากฐานที่ถูกทิศทาง
ทำไมเวทีนี้จึงสำคัญกว่าการสัมมนาทั่วไป
หากมองเผินๆ อาจเป็นเพียงการประชุมเชิงวิชาการ แต่ในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือการเริ่มต้นสร้าง Digital Infrastructure ของระบบแบตเตอรี่ไทย
Battery Passport จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการกำหนดมาตรฐานข้อมูลเดียวกัน ผู้ผลิตรถ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ โรงงานรีไซเคิล หน่วยงานรัฐ และผู้ให้บริการด้านดิจิทัล ต้องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลบนภาษากลางเดียวกัน
การประชุมครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง "ระบบนิเวศข้อมูล" (Battery Data Ecosystem) มากกว่าการสร้างฐานข้อมูลเพียงชุดเดียว
โจทย์ใหญ่ยังไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการเชื่อมข้อมูล
แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพด้านการผลิต EV เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การทำ Battery Passport ให้สำเร็จยังมีความท้าทายหลายด้าน
ทั้งการกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลาง การรักษาความลับทางการค้า การลงทุนด้านระบบดิจิทัล การเชื่อมโยงข้อมูลจากผู้ผลิตหลายราย รวมถึงกฎหมายรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
อีกโจทย์สำคัญคือ ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากยังไม่คุ้นเคยกับระบบ Traceability ระดับสากล ทำให้ต้องอาศัยการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ องค์ความรู้ และแพลตฟอร์มจากภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของไทยคือการที่ภาครัฐ สถาบันวิจัย และอุตสาหกรรมเริ่มหารือร่วมกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้มีโอกาสออกแบบระบบที่สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ มากกว่าการเร่งปรับตัวเมื่อกฎระเบียบต่างประเทศมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ
โอกาสสำเร็จมีมากน้อยแค่ไหน
หากประเมินจากทิศทางอุตสาหกรรม EV ไทย โอกาสถือว่า "มีสูง" แต่จะไม่ใช่ความสำเร็จในระยะสั้น
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการผลิต EV ของภูมิภาค มีผู้ผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์รายใหญ่เข้ามาลงทุนต่อเนื่อง อีกทั้งภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดการซากแบตเตอรี่และเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น
สิ่งที่ต้องเร่งสร้างคือมาตรฐานข้อมูลกลาง การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล และกลไกความร่วมมือระหว่างผู้เล่นทั้งห่วงโซ่อุปทาน
เพราะท้ายที่สุด Battery Passport จะไม่ใช่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของทั้งอุตสาหกรรม
EV-ROADS Insight
ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ถามเพียงว่า "แบตเตอรี่ก้อนนี้วิ่งได้กี่กิโลเมตร" แต่จะถามว่า "แบตเตอรี่ก้อนนี้มาจากไหน ผ่านอะไรมาบ้าง และหลังหมดอายุจะไปอยู่ที่ใด"
นั่นคือโลกใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
และการที่สถาบันยานยนต์เริ่มขับเคลื่อน Battery Passport ตั้งแต่วันนี้ จึงไม่ใช่การเตรียมพร้อมรับกฎระเบียบของต่างประเทศเท่านั้น แต่คือการเตรียมให้ประเทศไทยก้าวจาก "ฐานการผลิต EV" ไปสู่ ฐานการผลิตที่มีมาตรฐานข้อมูล ความโปร่งใส และความยั่งยืนในระดับโลก
เพราะในอนาคต รถยนต์ไฟฟ้าอาจแข่งขันกันด้วยซอฟต์แวร์ แต่อุตสาหกรรมจะแข่งขันกันด้วย "ข้อมูลของแบตเตอรี่" และ Battery Passport กำลังจะเป็น "หนังสือเดินทาง" ที่กำหนดว่าแบตเตอรี่ก้อนใดจะสามารถเดินทางเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างไร
ที่มา : สถาบันยานยนต์