X

Ultra-Fast Charge ลดแรง! 1.50 บาท/kWh ประหยัดสูงสุด 120 บาทต่อครั้ง EV Station PluZ ปรับลดค่าชาร์จทุกเรท เริ่ม 1 ก.ย. 2569

Last updated: 23 ส.ค. 2569  |  116 จำนวนผู้เข้าชม  | 

EV Station PluZ ปรับลดค่าชาร์จทุกเรท เริ่ม 1 ก.ย. 2569

EV Station PluZ ลด “กำแพงด้านราคา” ด้วยการประกาศอัตราค่าชาร์จใหม่ ลดทุกหัวชาร์จ โดย "Ultra-Fast Charge ลดแรงสุด 1.50 บาท/kWh" ประหยัดถึง 90 บาทต่อครั้ง ถ้าเป็นรถแบตเตอรี่ 80 kWh ส่วนต่างจะเพิ่มสูงสุด 120 บาทต่อครั้ง

อัตราค่าบริการ EV Station PluZ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 69 เป็นต้นไป

เครื่องชาร์จ กำลังไฟสูงสุด 40 - 180 kW (≤ 250A) ต่อหัวชาร์จ

  • On Peak 7.4 บาท/kWh
  • Off Peak 6.1 บาท/kWh

เครื่องชาร์จ กำลังไฟสูงสุด 180 - 200 kW (≥ 300A) ต่อหัวชาร์จ

  • On Peak 7.7 บาท/kWh
  • Off Peak 6.4 บาท/kWh 

EV HUB กำลังไฟสูงสุด 180 - 240 kW (≥ 300A) ต่อหัวชาร์จ

เครื่องชาร์จ Ultra-Fast และ Fast Charge

กำลังไฟสูงสุด 240-480 kW (300-500 A) ต่อหัวชาร์จ

  • On Peak 7.9 บาท/kWh
  • Off Peak 6.6 บาท/kWh


ที่มา : เพจ EV Station PluZ


การประกาศปรับอัตราค่าบริการของ EV Station PluZ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป อาจดูเหมือนเป็นเพียง “การลดราคาค่าชาร์จ” แต่ในมุมธุรกิจ นี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญว่า ตลาดสถานีชาร์จ EV ไทยกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ของการแข่งขันด้านราคา

เพจ EV Station PluZ ประกาศปรับราคาลงทุกกลุ่มหลัก โดยเครื่องชาร์จ 40–180 kW ลดจาก 7.9 เหลือ 7.4 บาท/kWh / On Peak และจาก 6.6 เหลือ 6.1 บาท/kWh / Off Peak ขณะที่ 180–200 kW ลดจาก 8.2 เหลือ 7.7 บาท และจาก 6.9 เหลือ 6.4 บาท/kWh ตามลำดับ

ส่วน EV HUB 180–240 kW ลดจาก 8.4 เหลือ 7.9 บาท/kWh / On Peak และจาก 7.1 เหลือ 6.6 บาท/kWh / Off Peak

แต่จุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่ Ultra-Fast Charge 240–480 kW เพราะราคาเดิมอยู่ที่ 9.4 บาท/kWh (On Peak) และ 8.1 บาท/kWh (Off Peak) ก่อนลดเหลือเพียง 7.9 และ 6.6 บาท/kWh ตามลำดับ นั่นเท่ากับลดลงถึง 1.50 บาท/kWh ขณะที่ Fast Charge ในช่วงกำลังไฟเดียวกันลดลง 0.50 บาท/kWh

พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งเป็นเครื่องชาร์จระดับ Ultra-Fast ราคายิ่งถูกลงแรงที่สุด

ลด 50 สตางค์ “ไม่น้อย” แต่ Ultra-Fast ลด 1.50 บาทคือคนละเกม

ถ้ามองเฉพาะผู้ใช้ทั่วไป การลด 0.50 บาท/kWh อาจดูไม่มาก แต่สำหรับรถที่ชาร์จ 60 kWh จะประหยัดทันที 30 บาทต่อครั้ง และถ้าเป็น Ultra-Fast ที่ลด 1.50 บาท จะประหยัดถึง 90 บาทต่อครั้ง

สำหรับรถแบตเตอรี่ 80 kWh ส่วนต่างจะเพิ่มเป็น 40 บาท และ 120 บาทต่อครั้ง

นี่จึงไม่ใช่แค่การลดราคาเพื่อสร้างความรู้สึกว่า “ถูกลง” แต่เป็นการลด price premium ของการชาร์จความเร็วสูง อย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมต้องลดหนักในกลุ่ม Ultra-Fast?

EV Station PluZ ไม่ได้เปิดเผยเหตุผลเชิงธุรกิจของการปรับราคาครั้งนี้อย่างเป็นทางการ ดังนั้นส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์จากโครงสร้างราคา

สิ่งที่เห็นชัดคือ Premium Compression หรือการบีบส่วนต่างระหว่างเครื่องชาร์จธรรมดากับเครื่องชาร์จความเร็วสูง

เดิม Ultra-Fast มีราคา On Peak สูงถึง 9.4 บาท/kWh แต่ราคาใหม่ถูกกดลงมาเท่ากับ Fast Charge และ EV HUB ที่ 7.9 บาท ขณะที่ Off Peak เหลือ 6.6 บาทเท่ากัน

นั่นหมายความว่า EV Station PluZ กำลังลด “กำแพงด้านราคา” ของการใช้ DC กำลังสูง และมีโอกาสกระตุ้นให้ผู้ใช้เลือกสถานีที่ เร็วกว่า โดยไม่ต้องจ่าย premium มากเหมือนเดิม

ในเชิงธุรกิจ นี่อาจสะท้อนว่าผู้ให้บริการเริ่มให้ความสำคัญกับ Utilization Rate หรืออัตราการใช้งานหัวชาร์จมากขึ้น เพราะเครื่อง Ultra-Fast ที่ลงทุนสูง หากมีช่วงเวลาว่างมาก ย่อมสร้างผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ได้ไม่เต็มศักยภาพ

ตลาดสถานีชาร์จไทยกำลังเข้าสู่ “เฟสสอง”

ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานชาร์จเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการก็โตตามกันไป IEA ระบุว่าไทยมีหัวชาร์จสาธารณะเกือบ 12,000 หัว และจำนวน EV ต่อหัวชาร์จเพิ่มจาก 19 คันในปี 2024 เป็น 30 คันในปี 2025 สะท้อนว่า การเติบโตของ EV เริ่มเร็วกว่าการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานชาร์จ

ขณะที่ EVAT ยังคงรายงานข้อมูลสถานีชาร์จทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และมองโครงสร้างพื้นฐานเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโตอุตสาหกรรม EV ไทย

ดังนั้นโจทย์ของตลาดต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ “มีสถานีชาร์จหรือไม่” แต่คือ สถานีไหนถูกกว่า เร็วกว่า ว่างกว่า และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะกว่า

ผลกระทบต่อคู่แข่ง : สงครามราคาเริ่มขยับจาก “บาทต่อหน่วย” ไปสู่ “Value per Minute”

การลดราคาของ EV Station PluZ จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ให้บริการรายอื่น โดยเฉพาะเครือข่ายที่มี DC Fast Charge และ Ultra-Fast Charge

คู่แข่งมีทางเลือกไม่มากนัก ได้แก่ ลดราคา ออกโปรโมชั่นช่วง Off Peak เพิ่มกำลังชาร์จ หรือสร้างความแตกต่างด้วยทำเล ความน่าเชื่อถือ ความพร้อมใช้งาน และประสบการณ์ผ่านแอป

เพราะต่อไปผู้บริโภคอาจไม่ได้ถามเพียงว่า “กี่บาทต่อ kWh?” แต่จะถามว่า “จ่ายเท่านี้ ได้ไฟกี่ kWh ภายในกี่นาที?”

นี่คือจุดที่การแข่งขันกำลังเปลี่ยนจาก Price War เป็น Value War

แล้วตลาด EV ได้อะไร?

โดยตรงที่สุดคือ ต้นทุนการเดินทางลดลง

แต่ผลกระทบที่ใหญ่กว่าคือการลด “ต้นทุนทางจิตวิทยา” ของการใช้ EV โดยเฉพาะผู้ใช้ที่กังวลว่าการเดินทางไกลต้องเสียทั้งเวลาและค่าชาร์จสูง

เมื่อ Fast และ Ultra-Fast มีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น EV จะมีความสามารถในการแข่งขันกับรถ ICE มากขึ้นในมุม Total Cost of Ownership

และเมื่อยอดขาย EV เดินหน้าต่อเนื่อง ความต้องการสถานีชาร์จก็จะเพิ่มตามไปด้วย โดย Krungsri Research ยังคาดว่าตลาด BEV ไทยจะยังเติบโตในช่วง 2026–2028 แม้การแข่งขันและแรงหนุนจากนโยบายจะเปลี่ยนรูปแบบไป

ใครได้ประโยชน์?

ผู้ใช้ EV ได้ประโยชน์มากที่สุด จากต้นทุนชาร์จที่ลดลง โดยเฉพาะผู้ใช้รถแบตเตอรี่ขนาดใหญ่และผู้เดินทางระยะไกล

EV Station PluZ ได้โอกาสเพิ่ม Traffic และ Utilization ของหัวชาร์จ โดยเฉพาะสถานี High Power

ตลาด EV ไทย ได้ประโยชน์จากต้นทุนการใช้งานที่ลดลงและเครือข่ายชาร์จที่แข่งขันกันมากขึ้น

แต่สำหรับผู้ให้บริการรายอื่น นี่คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่า ยุคที่สถานีชาร์จสามารถตั้งราคา premium เพราะมีหัวชาร์จเร็ว กำลังจะจบลง

เกมต่อไปของตลาดชาร์จไทยจึงไม่ใช่ใครมีหัวชาร์จมากที่สุด

แต่คือ ใครทำให้หัวชาร์จหนึ่งหัว “สร้างรายได้ได้มากที่สุด” ในทุกชั่วโมงที่เปิดให้บริการ

และการลด Ultra-Fast ลง 1.50 บาท/kWh ของ EV Station PluZ อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกว่าเกมนั้นเริ่มขึ้นแล้ว



หมายเหตุกองบรรณาธิการ: ตัวเลขอัตราค่าชาร์จยึดตามประกาศของเพจ EV Station PluZ ส่วนประเด็นเรื่อง Utilization Rate / Premium Compression / Value per Minute เป็นการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ ไม่ใช่เหตุผลที่ EV Station PluZ ประกาศอย่างเป็นทางการ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้