Last updated: 26 ส.ค. 2569 | 95 จำนวนผู้เข้าชม |
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนในช่วง "7 เดือนแรกของปี 2569 เมื่อยอดขายรถยนต์นั่ง BEV ทะลุ 125,000 คัน" มากกว่า ICE ถึง 2 เท่า และเมื่อรวมยอดขาย BEV + HEV + PHEV + REEV มีถึง 221,177 คัน หรือประมาณ 54.5% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด และคิดเป็น 78% ของยอดขายในกลุ่มรถยนต์นั่ง บ่งบอกว่าตลาดรถยนต์ไทยเข้าสู่ "ยุค xEV ครองตลาด"...
ไฮไลต์ :
BEV ขึ้นแท่นพระเอกตลาดรถยนต์นั่ง
ช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ตลาดรถยนต์ไทยมียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากรถยนต์นั่งไฟฟ้า
ยอดขายรถยนต์นั่ง BEV อยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้นถึง 97.39% YoY คิดเป็น 30.88% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่รถยนต์นั่ง ICE มียอดขายเพียง 62,055 คัน ลดลง 26.18%
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ BEV ขายได้มากกว่า ICE ถึงประมาณ 2 เท่า
นี่ไม่ใช่แค่การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการเปลี่ยน “ขั้วอำนาจ” ของตลาดรถยนต์นั่งไทยอย่างชัดเจน

และเมื่อมองเฉพาะรถยนต์นั่งที่จำแนกตามระบบขับเคลื่อนทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ ICE, BEV, HEV, PHEV และ REEV ภาพยิ่งชัดขึ้น
เมื่อรวม BEV + HEV + PHEV + REEV จะได้ 221,177 คัน หรือประมาณ 54.5% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด และคิดเป็นเกือบ 78% ของยอดขายในกลุ่มรถยนต์นั่งที่จำแนกตามระบบขับเคลื่อนดังกล่าว
กล่าวอีกแบบคือ ตลาดรถยนต์นั่งไทยในปี 2569 ไม่ได้อยู่ในยุค “ICE เป็นตลาดหลัก แล้วมี EV เป็นตลาดเสริม” อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ xEV กลายเป็นตลาดหลัก และ ICE กำลังถูกบีบพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ผลิต BEV โตแรง แต่ยอดขายยังพึ่งรถนำเข้า
ด้านการผลิต รถยนต์นั่ง BEV ในประเทศไทยช่วง 7 เดือนแรกผลิตได้ 47,452 คัน เพิ่มขึ้น 73.13% ขณะที่การผลิตรถยนต์นั่ง ICE อยู่ที่ 92,184 คัน ลดลงถึง 34.49%
นี่เป็นสัญญาณบวกอย่างมาก เพราะหมายความว่าไทยเริ่มขยับจาก “ตลาดนำเข้า BEV” ไปสู่ “ฐานการผลิต BEV” มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่าง ยอดขาย 125,411 คัน กับยอดผลิต 47,452 คัน ยังคงกว้างมาก สะท้อนว่าตลาดในประเทศยังพึ่งพา BEV นำเข้าเป็นสัดส่วนสูง
ข้อมูล ส.อ.ท. ระบุว่า ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 7 เดือนอยู่ที่ 125,411 คัน แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศอยู่ที่ 46,924 คัน หรือเพียง 37.42% ของยอดขาย ขณะที่รถนำเข้าคิดเป็น 62.58%
ดังนั้น “ยอดขาย BEV โต” กับ “อุตสาหกรรม BEV ไทยแข็งแรง” จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ตลาดโตคือเรื่องหนึ่ง แต่ประเทศไทยต้องได้ส่วนแบ่งจากมูลค่าเพิ่มของตลาดที่โตขึ้นด้วย
ส่งออก BEV เริ่มเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์
ด้านการส่งออกก็มีสัญญาณน่าสนใจ
ช่วง 7 เดือนแรก ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 495,313 คัน ลดลง 6.86% แต่ในกลุ่มรถยนต์นั่ง BEV กลับส่งออกได้ 10,657 คัน เพิ่มขึ้นถึง 1,259.31% จากปีก่อน ขณะที่รถยนต์นั่ง ICE ส่งออกเพียง 43,599 คัน ลดลง 49.76%
ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญมากกว่าตัวเลขยอดขายในประเทศ เพราะสะท้อนว่า โรงงาน BEV ที่เริ่มตั้งฐานผลิตในไทยกำลังขยับจากการผลิตเพื่อรองรับตลาดภายในประเทศ ไปสู่การผลิตเพื่อส่งออก
แม้จำนวน 10,657 คันยังเล็กเมื่อเทียบกับรถยนต์ส่งออกทั้งหมด แต่การเติบโตมากกว่า 12 เท่าในเวลาเพียงหนึ่งปี เป็นสัญญาณว่าบทบาทของไทยใน Global EV Supply Chain กำลังเริ่มเปลี่ยน

BEV จึงไม่ได้แค่ “โต” แต่กำลัง แย่งยอดขายจาก ICE โดยตรง
ขณะที่ HEV ยังคงเป็นกำลังสำคัญของตลาด โดยมียอดขาย 87,543 คัน เพิ่มขึ้น 20.88% ส่วน PHEV ขยายตัว 27.81% และ REEV แม้ฐานเล็ก แต่โตถึง 421.39%
จุดนี้สะท้อนว่าเกมการแข่งขันในไทยไม่ได้มีแค่ EV vs น้ำมัน อีกต่อไป แต่กลายเป็นการแข่งขันระหว่าง BEV vs HEV vs PHEV vs REEV เพื่อแย่งผู้บริโภคกลุ่มเดียวกัน
5 เดือนหลัง: BEV ยังมีแรงส่งต่อ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปี 2569 ตลาดรถยนต์ไทยจะมียอดขายประมาณ 675,000 คัน เพิ่มขึ้น 8.7% ขณะที่รถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์คาดว่าจะทำได้ประมาณ 475,000 คัน เพิ่มขึ้น 17%
ที่สำคัญที่สุดคือคาดการณ์ยอดขาย BEV ปี 2569 ที่ 210,000 คัน เพิ่มขึ้น 71% และมีส่วนแบ่งตลาดทะลุ 31% จากประมาณ 20% ในปีก่อน
หลังทำยอดขาย BEV มาแล้ว 125,411 คันใน 7 เดือน เท่ากับตลาดต้องการอีก 84,589 คันใน 5 เดือนที่เหลือ หรือเฉลี่ยประมาณ 16,918 คันต่อเดือน เพื่อแตะเป้า 210,000 คัน
ขณะที่ค่าเฉลี่ย 7 เดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 17,916 คันต่อเดือน
ดังนั้น เป้าหมาย 210,000 คัน ไม่ใช่ตัวเลขที่ไกลเกินเอื้อม หากตลาดยังรักษาโมเมนตัมในระดับปัจจุบันได้
ปัจจัยหนุนยังมีทั้งยอดส่งมอบจากมาตรการ EV3.0 การแข่งขันด้านราคา ราคาน้ำมัน และจำนวนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แต่การแข่งขันจะยิ่งรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสงครามราคาและการทำตลาดของแบรนด์จีน

จุดเปลี่ยนสำคัญ: “ยอดขายโต” ต้องเปลี่ยนเป็น “ผลิตในไทยโต”
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของตลาด BEV ไทยในช่วง 5 เดือนหลัง
กสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2569 BEV ที่ขายในไทยกว่า 91% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน และรถยนต์สัญชาติจีนอาจมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มเป็น 32% จาก 23% ในปีก่อน
ขณะเดียวกัน กสิกรไทยชี้ว่า BEV ที่ขายเพิ่มขึ้นอาจมีเพียง 45% ที่ผลิตในประเทศ ขณะที่ 55% ยังเป็นรถนำเข้า และต้นทุนการผลิตในไทยยังสูงกว่าจีน
นี่จึงเป็น “ดาบสองคม”
ด้านหนึ่ง BEV ทำให้ตลาดรถยนต์ไทยกลับมาเติบโต ดึงยอดขายรถยนต์นั่งขึ้น และสร้างการลงทุนใหม่ในโรงงาน แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และระบบชาร์จ
แต่อีกด้านหนึ่ง หากยอดขายส่วนใหญ่เป็นรถนำเข้า การเติบโตของตลาดอาจไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากเท่าที่ควร ขณะเดียวกันผู้ผลิตชิ้นส่วน ICE โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพารถยนต์สันดาป อาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
ผลดี–ผลเสียต่ออุตสาหกรรมไทย
ผลดี คือไทยกำลังได้โอกาสเปลี่ยนจากฐานผลิตรถยนต์ ICE ไปสู่ฐานผลิต EV เพิ่มการลงทุนใหม่ สร้างตลาดแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ ระบบชาร์จ และบริการหลังการขาย รวมถึงเปิดโอกาสให้ไทยก้าวเข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค
ผลเสีย คือการเปลี่ยนผ่านที่เร็วเกินไปอาจสร้าง “ผู้ชนะและผู้แพ้” ชัดเจนขึ้น ผู้ผลิตชิ้นส่วน ICE ที่ปรับตัวไม่ทันมีความเสี่ยงสูง ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์เดิมซึ่งมีฐานการผลิตในไทยอาจเสีย Market Share ให้แบรนด์ที่นำเข้ารถจากจีน
และที่สำคัญ หากการแข่งขันถูกขับเคลื่อนด้วย ราคานำเข้าเป็นหลัก มากกว่าการสร้างฐานผลิตในประเทศ ไทยอาจกลายเป็นตลาดปลายทางของ EV มากกว่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ EV
BEV กำลังชนะในสนามยอดขาย
แต่สนามที่สำคัญกว่าคือ ใครจะชนะในสนามการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย
หาก BEV ยังรักษาอัตราการเติบโตแบบปัจจุบันได้ ตลาดไทยมีโอกาสเห็นยอดขายทะลุ 210,000 คันในปีนี้ และอาจเห็น BEV ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเสาหลักของตลาดรถยนต์นั่งไทยอย่างเต็มตัว
แต่คำถามสำหรับอุตสาหกรรมไทยในปีต่อ ๆ ไปจะไม่ใช่ “คนไทยซื้อ EV มากแค่ไหน?”
หากเป็นคำถามว่า
“เมื่อคนไทยซื้อ EV มากขึ้น ประเทศไทยได้อะไรจากการเติบโตครั้งนี้มากแค่ไหน?”
และนี่คือโจทย์การแข่งขันที่แท้จริงของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในยุค EV
ที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)