Last updated: 20 ก.ย. 2569 | 65 จำนวนผู้เข้าชม |
จักรวาลยานยนต์นาทีนี้ไม่ได้คับแคบแค่ สันดาป-EV แต่เต็มไปด้วยความหลากหลาย สารพัดเทคโนโลยี ขุมพลัง “REEV เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่รวมทั้งแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์ไว้ในคันเดียว”
iCAUR ไม่ใช่เจ้าแรกที่ส่งเทคโนโลยี REEV เข้าประกวด แต่ก็นำเทคโนโลยีนี้มาเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันหลากหลายของแบรนด์ และมีมิติการใช้งานที่ซอยย่อยออกเป็น 5 โหมด รองรับการขับขี่ตั้งแต่ขับไปจ่ายตลาด ขับข้ามเมืองข้ามจังหวัด ยันเข้าป่าสไตล์ออฟโรด
iCAUR ให้นิยามว่า REEV (Range-Extended Electric Vehicle) เป็นเทคโนโลยีรถยนต์ New Energy ที่ผสานการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์สำหรับผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่แบบรถ EV และรองรับการเดินทางที่หลากหลาย
REEV กับ Hybrid ต่างกันตรงไหน?
“เครื่องยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ แต่ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า”
REEV เป็นเทคโนโลยีที่รวมทั้งแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์อยู่ในรถคันเดียว ไม่ต่างจากรถไฮบริด “แต่หลักการทำงานต่างกัน” หัวใจของ REEV คือมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อเพียงอย่างเดียว ทำให้ได้แรงบิดมาแบบทันอกทันใจ ออกตัวได้ต่อเนื่อง ต่างจากรถไฮบริดที่เครื่องยนต์ยังคงมีบทบาทในการขับเคลื่อนล้อ มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยเสริมเป็นบางช่วง

จาก REEV สู่ "Golden Range-Extender" ขุมพลังสำคัญของ iCAUR V27 REEV
การที่ REEV ใช้เครื่องยนต์เป็นตัวผลิตไฟฟ้า ประสิทธิภาพของ Range Extender จึงมีผลต่อเรื่องอัตราสิ้นเปลืองพลังงาน และสมรรถนะของรถเมื่อพลังงานในแบตเตอรี่ลดลง
iCAUR V27 REEV ใช้เทคโนโลยี Golden Range-Extender ที่พัฒนาโดย Chery Group ซึ่งไม่ได้ออกแบบให้เครื่องยนต์เป็นเพียงพลังงานสำรองยามฉุกเฉิน แต่พัฒนาเครื่องยนต์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า มอเตอร์ และระบบบริหารพลังงานให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว
“ระบบ Golden Range-Extender ของ iCAUR V27 REEV ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่ระบบขับเคลื่อน โดยทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า”
ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อสำหรับคอออฟโรด ระบบจะให้กำลังรวมสูงสุด 335 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 455 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 505 นิวตันเมตร ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องความเร็ว แต่ยังหมายรวมไปถึง “กำลังสำรอง” ที่พร้อมรองรับตัวรถขนาดใหญ่ ผู้โดยสาร และสัมภาระในการเดินทางไกล ขณะที่การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยให้รถตอบสนองได้ทันทีเมื่อต้องเร่งแซงในเส้นทางออนโรด หรือเมื่อต้องขับไต่ขึ้นทางลาดชันในเส้นทางออฟโรด
เมื่อชาร์จแบตเตอรี่และเติมน้ำมันเต็มถัง iCAUR V27 REEV สามารถเดินทางได้ไกลรวมกว่า 1,000 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการเดินทางจากกรุงเทพฯ ยันเชียงราย-เชียงใหม่ หรือล่องใต้ได้ยันภูเก็ต โดยไม่ต้องแวะชาร์จระหว่างทาง แต่ถ้าอยากพักคนพักรถและมีสถานีชาร์จระหว่างทาง ก็แวะชาร์จไฟเพิ่มเติมได้ตามต้องการ จัดว่าเป็นการเพิ่มอิสระและความยืดหยุ่นให้กับการเดินทาง ไม่ต้องคอยลุ้นว่าแบตฯจะหมดก่อนเจอสถานีชาร์จไหม

เปิด 5 โหมดพลังงาน Golden Range-Extender
ระบบ Golden Range-Extender ของ iCAUR V27 REEV มาพร้อมกลยุทธ์การสำรองพลังงาน (Power-Reserve Strategy) ที่ออกแบบมาให้ครอบคลุมสถานการณ์การใช้งานมากกว่า 10 รูปแบบ ตั้งแต่สภาพอากาศร้อนหรือหนาวจัด พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล เส้นทางภูเขา ไปจนถึงการขับลุยน้ำ โคลน หรือทะเลทราย โดยมีโหมดจัดการพลังงานให้เลือก 5 รูปแบบ คือ Forced EV, EV Priority, Hybrid Mode, Fuel Priority และ Forced Charging
1. Forced EV เต็มที่กับไฟฟ้าล้วนสำหรับวันทำงานในเมือง
สำหรับการเดินทางไปทำงาน รับส่งสมาชิกในครอบครัว หรือทำธุระในเมือง ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมด Forced EV เพื่อให้รถใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เป็นหลัก และรักษาการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนอย่างเต็มที่ แต่ถ้าระดับพลังงานในแบตเตอรี่ลดลงเหลือประมาณ 8% ระบบจะเรียกใช้เครื่องยนต์เพื่อให้ผลิตกระแสไฟฟ้า โหมดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถชาร์จไฟที่บ้านได้อย่างสะดวก และต้องการลดการใช้น้ำมันให้มากที่สุด
iCAUR V27 REEV สามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้สูงสุดประมาณ 165 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งครอบคลุมการเดินทางประจำวันของผู้ใช้จำนวนมากได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์
2. "EV Priority" วันเดินทางทั่วไป ให้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก
ในวันที่การเดินทางมีระยะทางมากกว่าปกติ ผู้ขับขี่สามารถเลือก EV Priority เพื่อให้รถยังคงใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก พร้อมเปิดให้ระบบเรียกใช้เครื่องยนต์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเมื่อจำเป็น ระบบจะเริ่มบริหารพลังงานเมื่อระดับแบตเตอรี่ลดลงเหลือประมาณ 15% ผู้ขับขี่จึงยังคงขับด้วยไฟฟ้าได้ตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลหากระยะทางจริงในวันนั้นไกลกว่าแผนที่วางไว้ โหมดนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีจุดชาร์จที่บ้านและต้องการขับด้วยไฟฟ้าเป็นหลักในชีวิตประจำวัน แต่ยังต้องการความยืดหยุ่นสำหรับวันที่มีภารกิจเพิ่มขึ้น มีการเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน หรือต้องเดินทางต่อเนื่องโดยไม่สะดวกแวะชาร์จ
3. Hybrid Mode: วันเดินทางไกล ให้ระบบบริหารพลังงานอย่างสมดุล
เมื่อต้องเดินทางข้ามจังหวัดหรือขับบนทางหลวง ผู้ขับขี่สามารถเริ่มต้นการเดินทางด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ที่ชาร์จไว้ ก่อนให้รถเข้าสู่ Hybrid Mode เพื่อบริหารการทำงานระหว่างพลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงให้เหมาะกับความเร็วและลักษณะการขับขี่ ระบบจะเริ่มทำงานเมื่อระดับแบตเตอรี่ลดลงเหลือประมาณ 15% สำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ และประมาณ 30% สำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง จากนั้น Range Extender จะผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนและรักษาระดับพลังงานให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยสลับระบบด้วยตัวเอง
หากสถานีชาร์จเต็ม อยู่ไกล หรือไม่สะดวกต่อการแวะ ผู้ขับขี่ก็ไม่จำเป็นต้องหยุดชาร์จทันที เพียงเติมน้ำมันซึ่งใช้เวลาใกล้เคียงกับรถยนต์ทั่วไป ก็สามารถออกเดินทางต่อได้ โหมดนี้ตอบโจทย์การเดินทางไกลที่ต้องการทั้งความต่อเนื่อง ความเงียบ และกำลังสำรองสำหรับการเร่งแซงบนทางหลวง
4. Fuel Priority: วันออกแคมป์ เก็บพลังงานไว้ใช้เมื่อถึงจุดหมาย
สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บพลังงานในแบตเตอรี่ไว้ใช้เมื่อถึงจุดหมาย สามารถเลือก Fuel Priority เพื่อให้ Range Extender เข้ามาสนับสนุนการผลิตกระแสไฟฟ้าและช่วยรักษาระดับพลังงานในแบตเตอรี่ ระบบจะกำหนดเป้าหมายการสำรองพลังงานจากค่า SOC (State of Charge) ปัจจุบันเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5% โดยมีระดับขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 15% และสามารถใช้งานร่วมกับ EV Priority หรือ Forced EV ได้
เช่น หากกำลังเดินทางไปตั้งแคมป์ ผู้ขับขี่สามารถใช้ Fuel Priority บนทางหลวงเพื่อรักษาพลังงานในแบตเตอรี่ไว้ จากนั้นจึงเปลี่ยนกลับมาใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อลงจากถนนสายหลักหรือเข้าสู่การขับขี่ในพื้นที่ธรรมชาติ เส้นทางลูกรัง ช่วยให้เดินทางด้วยความเงียบและลดเสียงรบกวน

พลังงานที่สำรองไว้ยังสามารถนำออกมาใช้กับอุปกรณ์ภายนอกผ่านระบบ V2L หรือ Vehicle-to-Load ไม่ว่าจะเป็นไฟส่องสว่าง เตาไฟฟ้า เครื่องชงกาแฟ โปรเจกเตอร์ หรืออุปกรณ์กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ iCAUR V27 REEV รองรับการจ่ายไฟภายนอกได้สูงสุด 6 kW เพื่อเปลี่ยนตัวรถให้กลายเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับกิจกรรม ณ จุดหมายได้อีกด้วย

5. Forced Charging: วันออกลุย เติมพลังงานสำรองให้พร้อมก่อนเจอเส้นทางท้าทาย
ในสถานการณ์ที่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ปริมาณมาก แต่ไม่มีสถานีชาร์จอยู่ใกล้ ผู้ขับขี่สามารถเลือก Forced Charging เพื่อให้เครื่องยนต์เร่งผลิตกระแสไฟฟ้าและชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึงระดับประมาณ 80% โหมดนี้เหมาะสำหรับการเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่เส้นทางออฟโรด ทางลาดชัน พื้นที่ภูเขา โคลน ทราย หรือเส้นทางที่ต้องใช้กำลังขับเคลื่อนสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะการเพิ่มพลังงานสำรองไว้ล่วงหน้าช่วยให้มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังพร้อมใช้งานในจังหวะสำคัญ ช่วยลดความกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างทาง
ทั้ง 5 โหมดช่วยให้ผู้ขับเลือกแนวทางบริหารพลังงานให้สอดคล้องกับระยะทาง จุดชาร์จ และลักษณะเส้นทางในแต่ละวัน
ที่มา : เชอรี ประเทศไทย