Last updated: 22 ก.ย. 2569 | 111 จำนวนผู้เข้าชม |
"สถานีชาร์จ SHARGE x Grab EV Charging HUB แห่งแรก" เตรียมเปิดให้บริการ 25 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. หลังจากประกาศโครงการไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี สถานีชาร์จอยู่ในปั๊มบางจาก ซอยกิ่งแก้ว 60 ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ค่าชาร์จเรทพิเศษสำหรับคนขับ Grab EV อยู่ที่ 6 บาท/kWh ตั้งแต่กิโลวัตต์แรก รองรับการชาร์จพร้อมกันสูงสุด 12 คัน ให้บริการได้กว่า 700 คันต่อวัน ระบบชาร์จเร็วใช้เวลาประมาณ 20 นาที/ชาร์จ รองรับรถยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อทุกแบรนด์
พิกัด : สถานี Grab บางจากกิ่งแก้ว 60 หรือ หมุด Grab สีเขียว
https://maps.app.goo.gl/6G8U3SDMRMxhVDHi7?g_st=ic
SHARGE x Grab EV เดิมพันใหม่ของธุรกิจสถานีชาร์จ เมื่อเวลาของคนขับมีค่าพอ ๆ กับค่าไฟ
ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา SHARGE และ Grab ประกาศความร่วมมือเปิด “สถานีชาร์จ Grab EV” สำหรับคนขับ Grab ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ นี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มหัวชาร์จในแผนที่ แต่คือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จให้เข้ากับจังหวะงานของคนขับรถรับจ้างและเดลิเวอรี ซึ่งทุกนาทีที่รถจอดนิ่งอาจหมายถึงรายได้ที่หายไป
แผนลงทุนมีมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท ตั้งเป้าพัฒนาสถานี 40 แห่งภายในปี 2570 ครอบคลุมเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว โดยระยะแรกมุ่งกรุงเทพฯ และชลบุรี เริ่มจาก 3 จุดสำคัญ ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และพัทยา
เหตุผลชัดเจน: ทั้งสองพื้นที่แรกมีคนขับ Grab ที่ใช้รถไฟฟ้ามากกว่า 60% ของกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นพื้นที่ที่ความต้องการชาร์จเกิดขึ้นถี่และคาดการณ์ได้กว่าการกระจายสถานีแบบหว่านเป็นวงกว้าง
สถานีถูกออกแบบให้รองรับการชาร์จพร้อมกันสูงสุด 12 คัน และบริษัทระบุว่าสามารถให้บริการได้มากกว่า 700 คันต่อวัน รองรับรถยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อทุกแบรนด์ พร้อมระบบชาร์จเร็วที่สื่อสารว่าใช้เวลาประมาณ 20 นาที ส่วนคนขับ Grab จะได้รับอัตราพิเศษ 6 บาทต่อหน่วย จากราคาปกติที่ประกาศไว้ราว 6.2-6.4 บาทต่อหน่วย จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ส่วนต่างราคาเพียงเล็กน้อย แต่อยู่ที่การทำให้คนขับมีจุดชาร์จที่คาดหวังได้ ลดความเสี่ยงต้องวนหาสถานีหรือรอคิวนานในช่วงรับงานหนาแน่น
อย่างไรก็ดี คำว่า “ชาร์จเต็มใน 20 นาที” ควรอ่านอย่างมีบริบท เพราะเวลาจริงขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ ระดับแบตเตอรี่ก่อนชาร์จ กำลังของตู้ และรุ่นรถ โดยทั่วไปการชาร์จเร็วแบบ DC ช่วยเติมพลังงานได้มากในเวลาสั้น แต่ช่วงท้ายของแบตเตอรี่มักช้าลงเพื่อรักษาความปลอดภัยของเซลล์แบตเตอรี่ สำหรับคนขับอาชีพ เป้าหมายที่คุ้มกว่าอาจไม่ใช่ชาร์จจนเต็มเสมอไป แต่คือเติมไฟให้พอวิ่งทำงานในรอบถัดไป แล้วกลับเข้าระบบให้เร็วที่สุด
Grab EV โตจากโครงการส่งเสริม สู่ฐานผู้ใช้ที่ต้องมี “สถานีพลังงาน”
Grab เริ่มผลักดันโครงการ Grab EV ในไทยตั้งแต่ปี 2563 และฐานผู้ใช้ขยายตัวต่อเนื่อง ล่าสุด Grab ระบุว่ามีคนขับรถยนต์และไรเดอร์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารวมกันมากกว่า 30,000 คัน ขณะเดียวกัน การเลือกใช้บริการ Grab EV Rides ในไตรมาสแรกปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า EV ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกเชิงภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือควบคุมต้นทุนของคนทำงานบนแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันผันผวน Grab ยังต่อยอดด้วยทางเลือกเช่ารถและผ่อนรถไฟฟ้า เพื่อดึงอุปสรรคเรื่องเงินก้อนแรกออกจากสมการ แต่เมื่อรถเข้าระบบมากขึ้น โจทย์ถัดไปย่อมไม่ใช่ “มีรถหรือไม่” หากเป็น “ชาร์จที่ไหนโดยไม่เสียเวลาทำมาหากิน”
ตรงนี้เองที่สถานีเฉพาะกลุ่มมีบทบาทเหมือนอู่พลังงานของคนขับ แทนที่จะปล่อยให้ผู้ขับแข่งกับผู้ใช้รถทั่วไปเพื่อหัวชาร์จเดียวกัน ความร่วมมือครั้งนี้พยายามแยกความต้องการของรถที่วิ่งหารายได้ตลอดวันออกมาออกแบบบริการต่างหาก
คู่แข่งมีเครือข่าย แต่ SHARGE x Grab มีผู้ใช้รออยู่แล้ว
ตลาดสถานีชาร์จไทยมีผู้เล่นใหญ่ที่ได้เปรียบเรื่องทำเลและความครอบคลุม เช่น EV Station PluZ ของ OR ซึ่งกระจายตามปั๊ม PTT และพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีทั้งหัวชาร์จ AC Type 2 และ DC CCS Combo 2 รวมถึง CHAdeMO ในบางจุด ข้อได้เปรียบคือผู้ขับแวะพัก กิน ดื่ม หรือใช้บริการอื่นระหว่างชาร์จได้ ขณะที่ EA Anywhere, PEA Volta และ EleX by EGAT แข่งขันด้วยเครือข่ายในเมือง เส้นทางหลัก และการเชื่อมกำลังกับภาคพลังงาน
ภาพการแข่งขันเดิมจึงเป็นเกม “ใครมีจุดมากกว่า อยู่ในทำเลดีกว่า” รายงานของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าซึ่งสำรวจข้อมูลเมื่อปี 2566 พบว่าบนเส้นทางหลักหลายภูมิภาค ผู้เล่นสามรายใหญ่กินส่วนแบ่งสถานีรวมกันเกินสองในสาม สะท้อนว่าโครงข่ายและทำเลยังเป็นปราการสำคัญของตลาด
แต่ SHARGE x Grab เลือกเล่นเกมอีกแบบ คือไม่ต้องเริ่มจากการหาว่าลูกค้าอยู่ที่ไหน เพราะ Grab มีฐานคนขับและข้อมูลความหนาแน่นของงานอยู่แล้ว ขณะที่ SHARGE นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสถานีเข้ามาเติมช่องว่าง หากดำเนินการได้ตามแผน สถานีเหล่านี้จะมีโอกาสรักษาอัตราการใช้งานของหัวชาร์จให้สูงกว่าสถานีทั่วไป ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจที่ลงทุนเครื่องจักรและระบบไฟฟ้าสูง
อย่างไรก็ดี ความได้เปรียบนี้จะยั่งยืนก็ต่อเมื่อประสบการณ์หน้างานดีจริง ทั้งจำนวนหัวชาร์จที่พอเพียง ระบบจองหรือจัดคิวที่เป็นธรรม ความพร้อมใช้งานของตู้ และทำเลที่ไม่บังคับให้คนขับวิ่งอ้อมไกลเกินไป เพราะคนขับไม่ได้เลือกสถานีจากราคาไฟอย่างเดียว แต่เลือกจาก “เวลาที่เสียไปทั้งหมด” ตั้งแต่ออกจากเส้นทาง รับคิว จอดชาร์จ จนกลับไปกดรับงานได้อีกครั้ง
การเปิดสถานีชาร์จ SHARGE x Grab EV Charging HUB แห่งแรกคือสัญญาณว่าธุรกิจชาร์จ EV กำลังขยับจากการขายไฟแบบเดียวกันให้ทุกคน ไปสู่การออกแบบบริการตามอาชีพและรูปแบบการใช้รถ และหากโมเดลนี้พิสูจน์ว่าเพิ่มรายได้สุทธิให้คนขับได้จริง คู่แข่งอาจต้องแข่งกันไม่ใช่แค่จำนวนหัวชาร์จ แต่ต้องแข่งกันเข้าใจเวลาของลูกค้าให้ลึกกว่าเดิม