X

80 ชาร์จรอบโลก! ด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า 45,000 กิโลเมตร 5 ทวีป!

Last updated: 18 ต.ค. 2569  |  138 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Around the World in 80 Charges

“Around the World in 80 Charges” โปรเจ็คท์สุดท้าทายโลกของ "Tobias Wagner" ยูทู๊บเบอร์ชื่อดังที่รู้จักกันในชื่อ "Elektrotrucker" (สิงห์รถบรรทุกไฟฟ้า) เป็นกระแสที่คนในวงการขนส่งทั่วโลกจับตามอง

งานนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเป็นการขับรถบรรทุกไฟฟ้าล้วน (Battery-Electric Long-Haul Truck) ข้ามโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยหยิบเอาแรงบันดาลใจจากนิยายคลาสสิกของ Jules Verne เรื่อง "80 วันรอบโลก" (Around the World in 80 Days) มาเดินทางรูปแบบใหม่ในยุคพลังงานสะอาด เป็นการท้าทายขีดจำกัดว่า "รถบรรทุกไฟฟ้าคันใหญ่ยักษ์ จะวิ่งรอบโลกโดยแวะชาร์จไฟแค่ 80 ครั้ง ได้จริงไหม?"

ข้อมูลอัปเดตล่าสุด ณ ตุลาคม 2026 มาดูกันว่าความคืบหน้าของมหากาพย์การเดินทางครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง

พาหนะคู่ใจ: รถบ้านเคลื่อนที่พลังงานไฟฟ้า

Tobias ออกเดินทางด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า Mercedes-Benz eActros 600 ตัวท็อปที่เพิ่งประกอบจากโรงงาน โดยถอดพ่วงท้ายแบบเดิมออก แล้วสลับใส่ "Custom-built Cabin" หรือตู้อาศัยที่ออกแบบพิเศษ เพื่อใช้เป็นทั้งบ้าน ห้องนอน และออฟฟิศเคลื่อนที่ตลอดการเดินทาง 9-12 เดือนนี้ โดยใต้ท้องรถมีการติดตั้งแผ่นกันกระแทกพิเศษ (Unterfahrschutz) เพื่อปกป้องเพลาขับไฟฟ้าเวลาต้องลุยทางวิบาก และมีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเล็กพ่วงท้ายไว้ขี่เล่นเวลาจอดพักอีกด้วย



แผนการเดินทาง: 45,000 กิโลเมตร 5 ทวีป!

ระยะทางรวม: ประมาณ 45,000 กิโลเมตร ผ่าน 30-38 ประเทศทั่วโลก ใน 5 ทวีป

เส้นทางสุดโหด: สตาร์ทรถออกตัวไปเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2026 จากงาน IAA TRANSPORTTATION ที่เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี วิ่งล่องลงใต้ผ่านกลุ่มประเทศบอลข่าน ล่าสุดเพิ่งผ่านเมืองเวียนนา (ออสเตรีย) และบรูโน (เช็ก) มุ่งหน้าเข้าสู่ตุรกี

หมุดหมายต่อไป: เขาจะขับลุยเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียกลาง (ซึ่งเป็นจุดที่ท้าทายเรื่องสถานีชาร์จ) ข้ามไปยังประเทศจีน ลงใต้ไปออสเตรเลีย จากนั้นจะยกขึ้นเรือข้ามฝั่งไปยังซานฟรานซิสโก อเมริกาเหนือ ลุยต่อสู่อเมริกาใต้ (เม็กซิโก, เปรู, บราซิล) ก่อนจะส่งรถกลับมาปิดจ๊อบที่ยุโรป

อัปเดตความคืบหน้าล่าสุด: "ภารกิจ (เกือบ) เป็นไปไม่ได้ที่อิสตันบูล"

ความสนุกของการตามดูโปรเจ็คท์นี้ผ่านช่องยูทู๊บ "@elektrotrucker" ของเขา คือการได้ลุ้นไปกับ "ตู้ชาร์จไฟ"

ล่าสุดในเดือนตุลาคม Tobias พารถ eActros 600 แวะจอดที่เมืองเอดิร์เน (Edirne) ชายแดนตุรกี และเพิ่งลงคลิปแชร์ประสบการณ์ระทึกในชื่อตอน "Mission Impossible: How do you charge an eActros in Istanbul?!"

เพราะตัวรถมีแบตเตอรี่มหึมาถึง 621 kWh (แบบ LFP) การหาที่ชาร์จสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่อย่างอิสตันบูลที่มีการจราจรหนาแน่นและโครงสร้างพื้นฐานยังไม่รองรับรถใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย!

แต่เขาก็ได้สปอนเซอร์อย่าง Alpitronic ติดตั้งตู้ชาร์จ DC ขนาดพกพารุ่น HYC50 ไว้ที่หลังหัวเก๋งรถ เผื่อกรณีไปเจอจุดที่มีแต่ปลั๊กอุตสาหกรรมแต่ไม่มีตู้ชาร์จรถบรรทุกโดยเฉพาะ ทำให้เอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินมาได้

ทำไมโปรเจ็คท์นี้ถึงน่าเชียร์?

Tobias Wagner ไม่ใช่คนขับรถบรรทุกทั่วไป แต่เขาเป็นอดีตสตาร์ทอัพหนุ่มไฟแรง (ผู้ร่วมก่อตั้ง ChargeX บริษัทด้านตู้ชาร์จ EV) ที่ผันตัวมาขับรถบรรทุกไฟฟ้าเพราะอยากพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า "ระบบโลจิสติกส์ระยะไกลด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มันทำได้จริงแล้วในวันนี้ ไม่ต้องรออนาคต" เขามักจะออกมาแชร์ความรู้สนุกๆ เสมอ เช่น เรื่องกฎหมายที่ควรปรับให้รถบรรทุกไฟฟ้าสามารถขยับรถหลังจากชาร์จไฟเสร็จได้ โดยไม่ไปรบกวนเวลานอนพักไฟต์บังคับของคนขับ

การเดินทางเพิ่งเริ่มต้นขึ้นได้เพียงเดือนเศษๆ เท่านั้น และยังมีระยะทางอีกกว่า 40,000 กิโลเมตรรออยู่ ถือเป็นโรดทริปที่ทั้งตื่นเต้น ได้ความรู้ และเปิดโลกยานยนต์ไฟฟ้าในชีวิตจริงได้ดีที่สุดใน พ.ศ. นี้เลย



มาเจาะลึกสเปกของ "Mercedes-Benz eActros 600" พาหนะคู่ใจของ Tobias Wagner กันครับ รถบรรทุกคันนี้ไม่ใช่แค่รถที่เอามาดัดแปลงขำๆ แต่เป็นรถบรรทุกไฟฟ้า 100% สำหรับลากจูงขนาดใหญ่ (Heavy-Duty Long-Haul Truck) พิกัด 44 ตัน ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปฏิวัติวงการโลจิสติกส์โดยเฉพาะ specs จากโรงงานบอกเลยว่าไม่ธรรมดา



ระบบแบตเตอรี่: ใหญ่ยักษ์ ชาร์จไว และทนทาน

หัวใจสำคัญของโปรเจ็คท์ "80 Charges" (ชาร์จ 80 ครั้งรอบโลก) คือตัวแบตเตอรี่ ซึ่ง Mercedes-Benz เลือกใช้เทคโนโลยีที่เน้นความถึกทนเป็นหลัก:

ความจุแบตเตอรี่รวม (Installed Capacity): 621 kWh (แบ่งเป็นแพ็คแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 3 แพ็ค แพ็คละ 207 kWh)

ความจุที่นำมาวิ่งใช้งานจริง (Usable Capacity): ประมาณ 540-560 kWh

ประเภทของเซลล์แบตเตอรี่: LFP (Lithium Iron Phosphate) ซึ่ง Tobias และทีมวิศวกรเลือกใช้เพราะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมาก (ตามสเปกโรงงานคือทนทานต่อการชาร์จจนวิ่งได้เกิน 1.2 ล้านกิโลเมตร โดยที่ประสิทธิภาพแบตเตอรี่ยังเหลือเกิน 80%) และเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสูง (Thermal Runaway) น้อยกว่าแบบ NMC ที่ใช้ในรถเก๋งทั่วไป

ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้ง: เคลมจากโรงงานที่ 500 กิโลเมตร (ที่น้ำหนักบรรทุกรวมสูงสุด 44 ตัน) แต่สำหรับการเดินทางของ Tobias ที่ถอดพ่วงท้ายออกแล้วใส่ตู้ Cabin น้ำหนักรวมจะเบากว่ารถบรรทุกสินค้าทั่วไป ทำให้เขาสามารถทำระยะทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้ไกลกว่านั้นพอสมควร



ระบบการชาร์จไฟ: เทคโนโลยีแห่งอนาคต

เนื่องจากแบตเตอรี่ใหญ่ระดับ 621 kWh ปลั๊กบ้านทั่วไปหมดสิทธิ์ eActros 600 จึงถูกออกแบบมารองรับระบบชาร์จความเร็วสูงสองระดับ:

CCS2 (Current Standard): รองรับกำลังไฟสูงสุด 400 kW ชาร์จจาก 20% ถึง 80% ใช้เวลาประมาณ 60 นาที

MCS (Megawatt Charging System): นี่คือทีเด็ดของรถรุ่นนี้ มันถูกออกแบบมาให้รองรับหัวชาร์จเจเนอเรชันถัดไปที่จ่ายไฟได้แรงถึง 1 เมกะวัตต์ (1,000 kW) ซึ่งหากเจอสถานีชาร์จแบบ MCS ในยุโรปหรือจีน จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 20% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น (เหมาะเจาะกับกฎหมายยุโรปที่บังคับให้คนขับรถบรรทุกต้องจอดพักทุกๆ 4.5 ชั่วโมง เป็นเวลา 45 นาทีพอดี)

ขุมพลังและการขับเคลื่อน: eAxle เจเนอเรชันใหม่

Mercedes-Benz พัฒนาเพลาขับไฟฟ้า (eAxle) ขึ้นมาใหม่หมด โดยรวมมอเตอร์ไฟฟ้าและเกียร์ไว้ที่เพลาท้ายเพื่อประหยัดพื้นที่:

 มอเตอร์ไฟฟ้า: มอเตอร์ขับเคลื่อน 2 ตัว (Dual Motors)

กำลังต่อเนื่อง (Continuous Output): 400 kW (ประมาณ 544 แรงม้า)

กำลังสูงสุด (Peak Output): 600 kW (ประมาณ 816 แรงม้า) ซึ่งแรงม้าเหลือเฟือสำหรับลากจูงขึ้นเขาสูงชัน

ระบบเกียร์: เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ที่ออกแบบมาสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อช่วยบริหารแรงบิดในความเร็วต่ำ และทำความเร็วปลายในไฮเวย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบแรงดันไฟฟ้า (Architecture): 800 โวลต์ (800V High-Voltage System) ช่วยให้กระแสไฟไหลผ่านระบบได้เสถียรและเกิดความร้อนต่ำขณะชาร์จไว

อุปกรณ์ตกแต่งพิเศษสำหรับทริป "รอบโลก"

นอกจากสเปกดิบๆ จากโรงงานแล้ว รถของ Tobias ยังได้รับการโมดิฟายด์เพิ่มเติมเพื่อเอาชีวิตรอดในเส้นทางสมบุกสมบัน:

Mobile Charging Station (หลังหัวเก๋ง): ติดตั้งตู้ชาร์จพกพาไร้สายแบรนด์ Alpitronic รุ่น HYC50 ไว้บนตัวรถ เพื่อให้สามารถแปลงไฟจากปลั๊กอุตสาหกรรม 3 เฟสตามโรงงาน หรืออู่รถในประเทศที่ไม่มีสถานีชาร์จ EV มาเป็นไฟ DC 50 kW ชาร์จเข้าแบตเตอรี่รถได้โดยตรง



Heavy-Duty Underprotection: เสริมแผ่นเหล็กและวัสดุกันกระแทกใต้ท้องรถอย่างหนา เพื่อปกป้องชุด eAxle และสายไฟแรงดันสูงจากการโดนหินดีด หรือการครูดกับพื้นถนนที่ไม่ได้ลาดยางในแถบเอเชียกลาง

Living Cabin: ตู้คอนเทนเนอร์ด้านหลังถูกเปลี่ยนเป็นห้องพักผ่อนไฮเทค มีระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ติดตั้งบนหลังคา เพื่อให้เขาสามารถตัดต่อคลิปและ Live สด อัปเดตการเดินทางลง YouTube ได้ตลอดเวลาจากทุกมุมโลก



ข้อมูล / ภาพ : Instagram·elektrotrucker / เว็บไซต์ Daimler Truck

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้