Last updated: 23 ต.ค. 2569 | 149 จำนวนผู้เข้าชม |
อัตราส่วนรถ EV ต่อ 1 หัวชาร์จในประเทศไทยยังห่างไกลกันลิบลิ่ว!
ตัวเลขยอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ BEV ของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 539,630 คัน (หลักๆเป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้า 415,975 คัน) แต่สถิติของกระทรวงพลังงานล่าสุด ระบุว่า ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีสถานีชาร์จ 4,817 แห่ง มีหัวชาร์จรวม 14,486 หัว แบ่งเป็นหัวชาร์จ DC สำหรับชาร์จเร็ว 9,049 หัว และ AC อีก 5,437 หัว
เท่ากับว่า 1 หัวชาร์จต้องรองรับรถ EV ถึง 37 คัน!
ถ้าแยกย่อยลงลึกมากกว่านั้น
แต่ IEA หรือ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ แนะนำว่า “สัดส่วนที่เหมาะสมและคล่องตัว” ควรอยู่ที่ 10–15 คัน ต่อ 1 หัวชาร์จ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าอัตราการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานหรือสถานีชาร์จในไทยยังคงเติบโตไม่ทันกับความต้องการอยู่หลายช่วงตัว
ธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็น “เค้กก้อนใหญ่” ที่ใครๆ หมายตา
ท่ามกลางยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานเจ้าเดิมที่จับจองพื้นที่กันไว้อย่างเหนียวแน่น การขยับตัวของ "SCG Future Energy" (ที่ไม่ใช่ปูนซิเมนต์ไทย แต่คือ "เอสซีจี : ซุปเปอร์ เซ็นทรัล แก๊ส" ยักษ์ใหญ่สายพลังงานทางเลือก) จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
เพราะนี่ไม่ใช่การ "ตามกระแส" แต่เป็นการนำต้นทุนประสบการณ์ระดับเก๋าเกมมาลงเล่นในน่านน้ำใหม่
1. จากบิ๊กเนมในตลาด NGV/LPG สู่ผู้ท้าชิงบัลลังก์สถานีชาร์จ
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ในยุค “แก๊สบูม” ยุคที่คนใช้รถในไทยฮิตเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างก๊าซ NGV / LPG ชื่อของกลุ่ม “SCG” คือผู้เล่นระดับแถวหน้าที่กุมกลไกตลาดไว้ในมือครบทุกมิติ ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานยาวนานกว่า 46 ปี (นับตั้งแต่ปี 1979) ผ่านร้อนผ่านหนาวและวิกฤตพลังงานมาทุกรูปแบบ ตั้งแต่ยุคบุกเบิกถังก๊าซ เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ติดตั้งแก๊สรถยนต์ระดับโลก ไปจนถึงการสร้างโรงงานติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์
ความเก๋าเกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขปี แต่มันคือ "DNA" ที่เข้าใจพฤติกรรมคนใช้รถ เข้าใจระบบวิศวกรรมความปลอดภัยขั้นสูง และที่สำคัญที่สุดคือ "มีสายสัมพันธ์ (Connection) ที่ฝังรากลึก" กับค่ายน้ำมันยักษ์ใหญ่ของประเทศ
เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านจาก “ยุคก๊าซบูม” สู่ “ยุค EV” การก่อตั้ง “SCG Future Energy” ในปี 2020 จึงไม่ได้เริ่มจากศูนย์ พวกเขาแค่เปลี่ยนจาก "หัวจ่ายก๊าซ" มาเป็น "หัวจ่ายไฟ" โดยใช้พิมพ์เขียวความสำเร็จเดิมที่เคยทำมาจนช่ำชอง

2.เจาะลึกพิมพ์เขียวสถานาร์จ EV ของ SCG Future Energy
SCG Future Energy ได้เปิดพิมพ์เขียวและโมเดลการลงทุนสถานีชาร์จ EV ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ ถือเป็นคัมภีร์เล่มสำคัญที่จะเปลี่ยนพื้นที่ว่างในสถานีบริการให้กลายเป็นแหล่งทำเงินแห่งใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โซลูชัน EV Charger Zone Space Allocation พิมพ์เขียวการจัดสรรพื้นที่ติดตั้งสถานีชาร์จอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางเลย์เอาต์ ขนาดช่องจอด ไปจนถึงระบบตู้ไฟหลัก (MDB) ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง
เน้นการติดตั้งในบริเวณ Rear Zone (โซนด้านหลัง) หรือพื้นที่พักผ่อนของสถานีบริการน้ำมัน โดยพิกัดที่เหมาะสมที่สุดคือจุดที่ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ หรือห้องน้ำ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้ใช้รถ EV ที่ต้องใช้เวลาสแตนด์บายรอชาร์จอย่างน้อย 20–30 นาที
จัดสรรพื้นที่จำลอง (เช่น ขนาด 4 ช่องจอด) ใช้พื้นที่รวมประมาณ 60–100 ตารางเมตร โดยกำหนดให้ช่องจอดมีขนาดขั้นต่ำ 2.50 x 5.00 เมตร ติดตั้งอุปกรณ์กั้นล้อ (Wheel Stoppers) และเสากันชน (Bollards) พร้อมเว้นระยะห่างจากตัวรถถึงเครื่องชาร์จไม่น้อยกว่า 0.60 เมตร และต้องเว้นระยะห่างรัศมีวงเลี้ยว/ทางวิ่งไม่น้อยกว่า 6 เมตร เพื่อให้รถเข้า-ออกได้อย่างลื่นไหล
ความปลอดภัย 701-2564 และข้อกำหนดทางวิศวกรรม เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัคคีภัยและการรบกวนระบบจ่ายเชื้อเพลิงเดิม
จุดเด่น: One-Stop Service
SCG Future Energy มี "ทีมงานมืออาชีพที่ดูแลครบจบในที่เดียว" ไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการต้องไปเดินเรื่องสู้รบตบมือกับหน่วยงานรัฐเพียงลำพัง เพราะ SCG มีทีมวิศวกรไฟฟ้าและโยธาที่เชี่ยวชาญ คอยดูแลตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง การคำนวณโหลดไฟ ไปจนถึงการเตรียมเอกสารยื่นขออนุมัติปรับปรุงสถานีบริการและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องจาก 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมธุรกิจพลังงาน, สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค/นครหลวง (MEA/PEA) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นอกจากนี้ การวางเลย์เอาต์ยังเน้นเรื่อง "Safety First" เป็นหัวใจหลัก โดยมีข้อกำหนดที่เข้มงวด เช่น:
การกำหนดระยะห่างระหว่าง "โซนหัวจ่ายน้ำมัน/ถังน้ำมันใต้ดิน" กับ "โซนสถานีชาร์จ EV" ต้องห่างกันอย่างน้อย 6 เมตร และควรเว้นระยะแยกขาดเพื่อความปลอดภัย (Clear Separation) อยู่ที่ 15–20 เมตร
ตู้ไฟหลัก (MDB) ภายนอกอาคาร ต้องมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54+ พร้อมยกฐานสูงเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง
การเดินสายไฟทั้งหมดต้องร้อยท่อฝังดิน (Underground Conduit) หรือเดินในรางมิดชิด ห้ามมีสายไฟเปลือยให้เห็นเด็ดขาด
Total Solution จบ-ครบ-ไม่ต้องตามงาน:
หนึ่งในจุดเด่นของ SCG Future Energy คือการมีทีมงานภายใน (In-house) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ฝ่ายวิเคราะห์ทำเล, งานออกแบบวิศวกรรม (EPC), ระบบบริหารจัดการจัดการพลังงาน (CMS), ไปจนถึงการซ่อมบำรุงตลอด 24 ชั่วโมง จุดนี้คือ Pain Point ใหญ่ของเจ้าของที่ดินหรือคู่ค้าทางธุรกิจที่อยากทำสถานีชาร์จ แต่ไม่อยากปวดหัวกับการดีลกับผู้รับเหมา 5 เจ้าที่โยนงานกันไปมา
3. “คอนเน็คชั่น”
ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุด คือ "สายสัมพันธ์สีเขียว" ระหว่าง SCG กับ บางจาก (BCP)
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบัน SCG ได้เข้าไปเป็นพันธมิตรกับ “บางจาก” ผ่านธุรกิจ "บริการล้างรถอัตโนมัติแบรนด์ London JetX" ในปั๊มน้ำมันบางจาก ซึ่งทำผลงานได้เข้าตาและมีการขยายสาขาไปแล้วกว่า 50 สาขา ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นนี้เองที่ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า "สถานีชาร์จ EV ของ SCG Future Energy อาจจะเปิดให้บริการในปั๊มบางจากในอนาคต"
แต่เกมนี้ไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะในบ้านของบางจากเองก็มี "เจ้าถิ่น" และพันธมิตรที่หยั่งรากลึกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น SPARK EV หรือ IGREEN+
ถ้า SCG Future Energy จะแทรกตัวเข้าไปในปั๊มบางจากเพื่อแชร์เค้กกับพันธมิตรเดิม พวกเขาต้องเล่นเกม "ความต่างที่คุ้มค่ากว่า" บางจากเป็น Green Station และเพิ่งเทคโอเวอร์เอสโซ่ (Esso) เมื่อปี 2566 มาอยู่ในพอร์ตอีก 832 แห่ง ทำให้ปัจุบันมีสถานีรวมกว่า 2,200 แห่ง ทำเลทองเหล่านั้นต้องการการอัปเกรดเป็นสถานีชาร์จเพื่อรองรับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตกินส่วนแบ่งตลาดเบียดตีคู่รถสันดาปได้แล้ว
ความท้าทายของ SCG Future Energy คือจะทำอย่างไรให้ "ความเก๋า 46 ปี" สามารถเอาชนะ "ความเร็วและความสด" ของแพลตฟอร์มยุคใหม่ได้ การโฟกัสไปที่กลุ่มลูกค้าองค์กร (Fleet) หรือการเป็นเบื้องหลัง (White Label) ให้กับแบรนด์อื่น อาจเป็นทางรอดที่ทำกำไรได้เนื้อๆ เน้นๆ มากกว่าการลงไปแข่งสงครามราคาค่าชาร์จต่อหน่วยกับเจ้าตลาด
แต่อย่าประเมินอดีต “ราชาแห่งก๊าซ” รายนี้ต่ำเกินไป การขยับทัพของ SCG Future Energy ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหนีตายจากธุรกิจเดิม แต่มันคือการ "รุกสู่น่านน้ำใหม่" โดยใช้ดาบที่ลับมาคมกริบตลอด 46 ปี
ข้อมูล/ภาพ : SCG Future Energy