X

เปิด 3 มาตรการเชิงรุก ก.อุตฯ ผนึก กทม. คุมฝุ่น PM2.5 เผยมาตรการ EV มีส่วนช่วยให้อากาศดีขึ้น

Last updated: 7 ม.ค. 2569  |  220 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เปิด 3 มาตรการเชิงรุก ก.อุตฯ ผนึก กทม. คุมฝุ่น PM2.5 เผยมาตรการ EV มีส่วนช่วยให้อากาศดีขึ้น

เปิด 3 มาตรการเชิงรุก ก.อุตฯ ผนึก กทม. ควบคุมฝุ่น PM2.5 ชูแนวคิด “อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี” เผยมาตรการ EV3.5 การลดภาษีสรรพสามิตเน้นส่งเสริมใช้รถ EV และการบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 มีส่วนช่วยให้อากาศในกรุงเทพฯปีนี้ดีขึ้น

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ “อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี” ให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วง high season ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) จึงร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การควบคุมการเผาอ้อย ซึ่งมีปริมาณอ้อยเผาเข้าหีบลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง การตรวจกำกับโรงงานด้านฝุ่นละอองเชิงรุก รวมถึงให้คำแนะนำในการบำรุงรักษาเครื่องจักรและระบบบำบัดมลพิษอากาศให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ช่วง high season ของปี 2568-2569 มีคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับในปีนี้ อก. และ กทม. ตอกย้ำความร่วมมือการเป็นพันธมิตรภาคีเครือข่ายที่เหนียวแน่น ร่วมกันยกระดับมาตรการจัดการมลพิษอากาศไปอีกขั้น โดยในส่วนของ อก. ได้กำหนด 3 มาตรการเชิงรุกที่สำคัญ ดังนี้

1. อัพเกรดการกำกับโรงงาน โดยการรื้อฐานความคิดเดิมที่บังคับใช้มาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษเท่ากันทุกพื้นที่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทและการขยายตัวของชุมชนเมืองในปัจจุบัน กระทรวงอุตสาหกรรมจึงยกระดับมาตรฐานค่า Emission มลพิษอากาศของโรงงานในกรุงเทพฯ ที่เข้มกว่ามาตรฐานทั่วไป ต้องควบคุมการระบายมลพิษอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำและหม้อต้ม ให้ฝุ่นไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงก๊าซ และไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 62%) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 91%) และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 20%)

การอัพเกรดเทคโนโลยีการกำกับการปลดปล่อยมลพิษอากาศโรงงานในกรุงเทพฯ แบบเรียลไทม์ด้วยระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) ที่ครอบคลุมโรงงานมากกว่ามาตรฐานทั่วไป จากเดิมที่ต้องติดตั้งเพียง 8 โรงงาน ให้ครอบคลุมโรงงานขนาดใหญ่มากกว่า 156 โรงงาน ที่สำคัญประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามการระบายมลพิษอากาศของโรงงานดังกล่าวได้ทุกโรงงานตลอดเวลาผ่านฟรีแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ POMS (Pollution Online Monitoring System) โดย กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินมาตรการดังกล่าวผ่านการออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมลงนาม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการ Factory Relocation ส่งเสริมการย้ายโรงงานจากชุมชนเมืองเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตด้วยระบบสาธารณูปโภคครบวงจร ผ่านกลไกการอำนวยความสะดวกแบบ Fast Pass มีการจัดสรรพื้นที่นิคมฯ เป้าหมายไว้รองรับ มีส่วนลดค่าธรรมเนียม/ค่าเช่าพื้นที่ในนิคมฯ มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในนิคมฯ และการได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมต่าง ๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นต้น

2. การยกระดับมาตรฐานยานยนต์ โดยได้บังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 กับรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 และรถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ อก. ยังสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการ EV3.5 และการลดภาษีสรรพสามิตของรัฐบาลโดยเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

3. ควบคุมการเผาอ้อย เพื่อนำไปสู่ “อ้อยไทย ยั่งยืน” สำหรับฤดูผลิต 2568/2569 ได้ช่วยเหลือเกษตรกรโดยการอุดหนุนการตัดอ้อยสด ไม่เผาแปลง 100 เปอร์เซ็นต์ และสนับสนุนการรับซื้อใบอ้อย วางเป้าหมายอ้อยเผาทั้งประเทศไม่เกิน 10% และให้โรงงานหยุดรับอ้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 เพื่อลดปริมาณรถบรรทุกและลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล เป็นการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวไร้ฝุ่นควัน ทั้งนี้เพื่อให้การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่อื่นๆ ในปีต่อไปเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกระดับความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

แนวทางแก้ไขปัญหา คือการให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครือข่ายการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และต่อยอดการบริหารจัดการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเป็นกลไกหลักในการร่วมสร้างระบบนิเวศ ‘อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี’ เพื่อให้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยว เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานของอากาศสะอาดในช่วง High Season ของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน” นายณัฐพลฯ กล่าว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เดินหน้ามาตรการเชิงรุกในการจัดการปัญหา PM2.5 จากการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “นักสืบฝุ่น” ไปสู่การจัดการเชิงระบบที่ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่เมืองในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1.ด้านยานพาหนะและการจราจร ได้ทำการยกระดับเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone : LEZ) ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมดำเนินโครงการ Green List Plus เพื่อส่งเสริมการบำรุงรักษารถยนต์ และเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจควันดำ หากพบไม่ผ่านมาตรฐานจะสั่งห้ามใช้รถทันที

2.ด้านการกำกับแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยการตรวจกำกับโรงงานเชิงรุกและตรวจสอบรถที่ใช้งานในพื้นที่ก่อสร้าง แพลนท์ปูน และสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลการตรวจวัดมลพิษแบบ Real-time จากปล่องโรงงานมาสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ด้านการจัดการพื้นที่ต้นลม โดยประสานความร่วมมือกับจังหวัดข้างเคียงเพื่อลดการเผาชีวมวลในจุดเสี่ยง และสนับสนุนทางเลือกแทนการเผาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร และ

4.การคุ้มครองสุขภาพประชาชน ด้วยการพัฒนาระบบแจ้งเตือนและพยากรณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้า จัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น” ในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน รวมถึงใช้มาตรการ Work from Home (WFH) ในช่วงสถานการณ์วิกฤตเพื่อลดฝุ่นจากการเดินทาง

 นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกันแถลงข่าว การยกระดับมาตรการจัดการมลพิษอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้ความร่วมมือกรุงเทพมหานคร (กทม.) x กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ อก. ได้แก่ นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นายสิทธิรงค์ เร่งเงียบ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย นายเตมีย์ พันธุวงค์ราช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารระดับสูงของ กทม. ได้แก่ นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมด้วย ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569

ที่มา : กระทรวงอุตสาหกรรม 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้