X

ได้กลิ่น "ดีลลับ!" ดีลเลอร์เปิด "แคมเปญใต้ดิน" ระบายสต๊อก EV ปี 2025

Last updated: 23 ม.ค. 2569  |  177 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ดีลเลอร์เปิด “แคมเปญใต้ดิน” ระบายสต๊อก EV ปี 2025

“นาทีทองคนรัก EV” ดีลเลอร์เปิด “แคมเปญใต้ดิน” ระบายสต๊อก EV ปี 2025 (ได้รับสิทธิ์ EV 3.0 เดิม) ที่ค้างสต็อกรวมกันทุกค่าย 35,000 - 45,000 คัน จัดเต็มส่วนลดเงินสดโดยไม่ประกาศหน้าเว็บ เพื่อระบายรถเก่าในราคาเดิม ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ราคาใหม่แบบ 100% ในเดือนหน้า ระบุเป็น “นาทีทองของคนซื้อ EV” แนะผู้ที่สนใจสอบถาม "ส่วนลดลับ" หรือ "Campaign พิเศษ" /ส่วนลด On-top แต่ต้องจองและออกรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 

วงการ EV ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนมกราคม 2569 กำลังอยู่ในช่วงการปรับตัวเข้าสู่มาตรการใหม่ มีประเด็นเชิงลึกที่น่าสนใจดังนี้: "วงในดีลเลอร์" และกลุ่มผู้ใช้รถ EV ที่แชร์ข้อมูลราคา Net Price

1. ประเด็น "สงครามราคา 2.0" (มาตรการ EV 3.5)

ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การขึ้นราคา แต่อยู่ที่ "คลังสินค้าค้างสต็อก" ข่าวลึกวันนี้คือค่ายรถหลายแห่งยังมีรถรุ่นปี 2025 (ที่ได้รับสิทธิ์ EV 3.0 เดิม) ค้างสต็อกอยู่พอสมควร ทำให้เริ่มมีการทำ "แคมเปญใต้ดิน" หรือส่วนลดเงินสดที่ไม่ประกาศหน้าเว็บ เพื่อระบายรถเก่าในราคาเดิม ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ราคาใหม่แบบ 100% ในเดือนหน้า

สถานการณ์ "สงครามราคา 2.0" ปลายเดือนมกราคม 2569 จึงมีความเข้มข้นสูงมาก เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อสุดท้ายของมาตรการ EV 3.0 ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้ ส่งผลให้เกิดภาวะ "สต็อกล้น" และการเร่งระบายรถยนต์ไฟฟ้าอย่างหนักก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ราคาใหม่ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ในเดือนหน้า

เจาะลึกภาวะ "คลังสินค้าค้างสต็อก"

จำนวนสต็อกรวม: วิจัยกรุงศรีและแหล่งข่าวจากค่ายรถยนต์ชี้ว่า ตลาดกำลังเผชิญปัญหา สต็อกบวม อย่างต่อเนื่องจากการที่บริษัทแม่ในจีนใช้นโยบายผลักดันสต็อกเข้าสู่ตลาดไทย แม้ความต้องการจะเริ่มชะลอตัวลง

สาเหตุการค้างสต็อก: นอกจากการแข่งขันที่สูงแล้ว ค่ายรถยังต้องเผชิญเงื่อนไขการผลิตชดเชยตามมาตรการ EV 3.0 ซึ่งบังคับให้ต้องผลิตในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า ส่งผลให้มีปริมาณรถในระบบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงรอยต่อปี 2568-2569

เป้าหมายการนำเข้า: ภายใต้มาตรการ EV 3.5 คาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า (CBU) เข้ามาเติมในระบบอีกประมาณ 175,000 คัน ในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งต้องผลิตชดเชยในปี 2569-2570 ในอัตราส่วน 1:2 หรือ 1:3 ต่อไป

การปรับราคาและ "แคมเปญลับ" (Underground Deals)

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 ค่ายรถเริ่มประกาศปรับขึ้นราคาอย่างเป็นทางการเพื่อกดดันให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสต็อกเก่าที่ยังเป็นราคา EV 3.0:

แคมเปญ "ใต้ดิน" และการลดแลกแจกแถม:

  • ค่ายรถบางแห่งใช้กลยุทธ์ "ส่วนลดเงินสดไม่ประกาศหน้าเว็บ" เพื่อระบายรถรุ่นปี 2025 ที่ยังค้างสต็อก โดยอาจให้ส่วนลดที่ครอบคลุมส่วนต่างราคาที่จะปรับขึ้นในเดือนหน้า
  • มีการอัดฉีดโปรโมชั่นเสริม เช่น การรับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) และการแถมชุดอุปกรณ์ชาร์จ (Home Charger) เพื่อดึงดูดลูกค้าให้จองรถก่อนสิ้นเดือนมกราคม
  • บางค่ายเริ่มใช้ข้อเสนอ "จองตอนนี้ ล็อกราคาเดิม" แม้จะรับรถในเดือนถัดไป เพื่อระบายโควตารถที่นำเข้ามาภายใต้สิทธิ์ EV 3.0 เดิม


คำแนะนำเพิ่มเติม: สำหรับผู้ที่มองหารถ EV ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคมนี้ แนะนำให้สอบถาม "ส่วนลดลับ" หรือ "Campaign พิเศษ" จากเซลล์โดยตรง เพราะเป็นช่วงที่โชว์รูมต้องทำตัวเลขปิดยอดสต็อกรถรุ่นปี 2025 ให้หมดก่อนการบังคับใช้ราคาใหม่ครับ

เจาะลึกรายค่าย: ใครลดโหดที่สุด?

1. BYD (Rever Automotive)

สถานะสต็อก: คาดว่ามีรถค้างสต็อกรวมทุกรุ่นประมาณ 15,000 - 20,000 คัน ทั่วประเทศ

กลยุทธ์: แม้จะประกาศขึ้นราคาหน้าเว็บ แต่ในระดับโชว์รูม เซลล์มักจะเสนอเงื่อนไข "ช่วยผ่อน" หรือ "ส่วนลดเงินจอง" เพื่อให้ราคาสุทธิเท่ากับตอนที่มีมาตรการ EV 3.0 เป้าหมายคือต้องระบายสต็อกนี้ให้หมดก่อนเดือนมีนาคม เพื่อรับรถ Model Year 2026 ที่ผลิตในไทยเข้ามาแทน

2. MG (SAIC Motor)

สถานะสต็อก: สต็อกรุ่น MG4 รุ่นนำเข้ายังมีอยู่พอสมควร

กลยุทธ์: MG ใช้ไม้ตายเรื่อง "ความอุ่นใจ" มากกว่าส่วนลดเงินสดเพียงอย่างเดียว โดยการอัดแคมเปญ "Lifetime Warranty" ให้กับรถที่ออกภายในมกราคมนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นมูลค่าที่ประเมินเป็นเงินได้สูงมากสำหรับคนกลัวค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่

3. GWM (Great Wall Motor)

สถานะสต็อก: Ora Good Cat รุ่นนำเข้าเริ่มเหลือน้อย แต่ Ora 07 (ซีดาน) ยังมีสต็อกสะสม

กลยุทธ์: เน้นไปที่การทำ "ดอกเบี้ยพิเศษ 0%" นาน 48-60 เดือน ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วจะประหยัดเงินได้พอๆ กับส่วนลดเงินสดหลักแสนบาท

คาดการณ์จำนวนสต็อกรวม

จากข้อมูลการจดทะเบียนและการนำเข้าสะสม (CBU) ในช่วงปลายปี 2568 คาดการณ์ว่ามีรถ EV ค้างสต็อกที่ได้รับสิทธิ์ EV 3.0 รวมทุกยี่ห้อประมาณ 35,000 - 45,000 คัน ทั่วประเทศ ซึ่งตัวเลขนี้คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นสงครามราคาที่ดุเดือดในสัปดาห์นี้

ข้อแนะนำ:

ถ้าจะไปคุยกับเซลล์วันนี้ อย่าถามแค่ส่วนลดหน้ากระดาษ ให้ถามว่า:

  • "ถ้ารับรถในสต็อกปี 2025 (EV 3.0) มีส่วนลด On-top เพิ่มให้เท่าไหร่?"
  • "มี Voucher ชาร์จไฟ หรือช่วยผ่อนรายเดือนเพิ่มไหม?"
  • "ของแถมที่เป็น Accessories สามารถเปลี่ยนเป็นส่วนลดเงินสด (Cash Discount) ได้สูงสุดเท่าไหร่?"

สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม 2569 คือ "นาทีทอง" ของฝั่งผู้ซื้ออย่างแท้จริง เพราะดีลเลอร์ต้องแบกภาระดอกเบี้ยสต็อก (Floorplan) และต้องการปิดตัวเลขให้ทันก่อนเปลี่ยนเข้าสู่ยุคมาตรการ EV 3.5 อย่างเต็มตัวในเดือนหน้า

กลยุทธ์ "คนซื้อรถ" :

Target: เน้นรถสต็อกปี 2025 (รุ่นนำเข้า CBU) เพราะส่วนลดจะหนักที่สุด

Negotiation: ใช้ตัวเลขส่วนลด 150,000 - 200,000 บาท เป็นตัวตั้งในการคุยกับเซลล์ได้เลย

Deadline: ต้องจองและออกรถ (หรือทำเรื่องตัดสต็อก) ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้เท่านั้น เพื่อรักษาสิทธิ์ราคาเดิมครับ


ทำไมค่ายรถ “ยอมระบายรถที่ยังมีกำไร” ?

นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าการลดแรง = ขาดทุน แต่ในทางปฏิบัติ ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

เหตุผลเชิงธุรกิจที่ “ต้องขายตอนนี้” คือ

  • ต้นทุนดอกเบี้ยสต๊อก (Floorplan Cost) รถยิ่งค้างนาน ยิ่งกินดอกเบี้ย
  • ความเสี่ยงราคา Model Year รถปี 2025 จะด้อยค่าทันทีเมื่อ MY2026 เข้ามา
  • ภาพลักษณ์ราคาในอนาคต หากไม่เคลียร์สต๊อก EV 3.0 ให้จบ จะชนกับราคาขาย EV 3.5 เต็มรูปแบบในเดือนถัดไป
  • การบริหารโควตานำเข้า/ผลิตชดเชย รถที่ขายไม่ทัน = ภาระการผลิตในประเทศที่ยังต้องชดเชยตามสัญญารัฐ
  • การทำกำไรบางส่วนวันนี้ ดีกว่าความเสี่ยงเต็มก้อนในไตรมาสหน้า


กลไก “แคมเปญใต้ดิน” ทำงานอย่างไร?

แคมเปญเหล่านี้ ไม่ถูกประกาศหน้าเว็บ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านแบรนด์และราคามือสอง

รูปแบบที่พบจริงในตลาด

  • ส่วนลดเงินสด On-top ที่เซลล์เสนอเฉพาะหน้าโชว์รูม
  • Cash Back หรือ “ช่วยผ่อน” แทนการลดราคารถตรงๆ
  • ล็อกราคา EV 3.0 แม้รับรถเดือนถัดไป (ตัดสต๊อกก่อน 31 ม.ค.)
  • เปลี่ยนของแถมเป็นส่วนลดเงินสดตามการเจรจา

แนวโน้มกลยุทธ์
BYD : ขึ้นราคาหน้าเว็บ แต่ลดจริงระดับโชว์รูม เพื่อให้ Net Price เท่าเดิม
MG : ใช้ Lifetime Warranty + ดอกเบี้ย 0% สร้างมูลค่าแทนเงินสด
GWM : ลดแบบ Lumpsum กดค่างวด แข่งกับรถ ICE
Changan : แพ็กเกจบริการระยะยาว + Home Charger
Neta : ทำราคาต่ำสุด เจาะ First Car
ช่วงส่วนลดที่พบในตลาดจริง: 50,000 – 200,000 บาท ขึ้นกับรุ่นและอายุสต๊อก

รถที่คุ้มสุดคือ CBU ปี 2025 ที่ต้องตัดสต๊อก

คำถามที่ควรถามเซลล์

1.รถคันนี้ยังเป็นโควตา EV 3.0 หรือไม่

2.มีส่วนลด On-top ถ้ารับรถจากสต๊อกทันทีหรือไม่

3.ของแถมสามารถแปลงเป็นเงินสดได้เท่าไร

ดีลลับจะทำให้ “ตลาดพัง” ไหม?

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้จะไม่ทำให้ “ตลาดพัง” แต่คือ การรีเซ็ตโครงสร้างราคา EV ไทย ใครซื้อถูกจังหวะ จะได้รถในราคาที่ อาจไม่กลับมาอีกหลัง EV 3.5 บังคับใช้เต็มรูปแบบ



ข้อควรระวังเชิงกฎหมายและความเสี่ยงเมื่อรับ “แคมเปญใต้ดิน”

1.ขอให้เป็นลายลักษณ์อักษร: ทุกส่วนลด/ข้อเสนอที่เซลล์ให้ ต้องมีในสัญญาหรือใบเสนอราคาที่ลงนามได้ (เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงภายหลัง).

2.ตรวจสอบสิทธิ์เงินอุดหนุน: ถ้าเซลล์อ้างว่า “คุณได้สิทธิ EV 3.0” ให้ขอเอกสารยืนยัน (โควต้า / ใบแจ้งการลงทะเบียน) เพราะสิทธิ์อาจขึ้นกับวันรับรถและวันจดทะเบียน

3.อย่าเชื่อคำพูดปากเปล่า: คำว่า “ล็อกราคา” ต้องระบุวันที่รับรถและเงื่อนไขชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจถูกเปลี่ยนหลังจ่ายเงินมัดจำ

4.ระวังเรื่องการรับประกันแบตเตอรี่ที่ “มากเกินจริง” — อ่านเงื่อนไขการรับประกัน (คุ้มครองการเสื่อมสภาพกี่เปอร์เซนต์ กี่ปี/กี่กิโลเมตร) ก่อนตัดสินใจ

*บทความนี้ใช้ Chatgpt ในการรวบรวมข้อมูล

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้