X

คาด EV กวาดยอดจอง Motor Show 2026 ทะลุ 60% ยอดจองรถรวม 1 แสนคัน!

Last updated: 5 เม.ย 2569  |  211 จำนวนผู้เข้าชม  | 

คาด EV กวาดยอดจอง Motor Show 2026 ทะลุ 60%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด "ยอดจองรถในงาน Motor Show 2026 มีโอกาสสร้างสถิติใหม่ ขึ้นไปแตะระดับ 1 แสนคัน" เติบโต 30% "ยอดจองรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) จะมีสัดส่วนมากกว่า 60%" หลังราคาน้ำมันพุ่งแรงจากสงครามอิหร่านซึ่งอาจส่งผลกระทบยืดเยื้อนานเป็นปี

กรุงเทพ, 3 เมษายน 2569 : ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับยอดจองรถในงาน Motor Show 2026 ว่ามีโอกาสทุบสถิติขึ้นไปแตะ 1 แสนคัน โดยตลาดรถจีนขยับส่วนแบ่งสู่ 70% จากตัวเลขยอดจองรถยนต์ช่วงครึ่งแรกของงาน Motor Show 2026 ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนถึงราว 69% ด้วยยอดจองกว่า 41,778 คัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงภาพรวมที่คึกคักขึ้นกว่าปีก่อน ๆ มาก ซึ่งในช่วงครึ่งหลังของการจัดงานกระแสการจองมักจะเพิ่มขึ้นกว่าครึ่งแรก รวมกับตัวเลขยอดจองของยี่ห้อที่ยังไม่ประกาศ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่างาน Motor Show 2026 นี้มีโอกาสที่ยอดจองจะทุบสถิติขึ้นไปแตะระดับ 1 แสนคัน (ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่ายอดจองงาน Motor Show 2025 ราว 30%)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่ารถยนต์จีนเป็นกลุ่มที่ได้รับการตอบรับดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งในงานนี้คาดว่าสัดส่วนยอดจองที่เป็นรถยนต์จีนจะสูงถึงราว 70% มาจากปัจจัยสนับสนุนหลัก คือ ความต้องการรถยนต์ BEV ที่เพิ่มขึ้นมาก หลังปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอาจยืดเยื้อจากสงครามอิหร่าน โดยในงาน Motor Show 2026 นี้คาดว่า BEV จะมีสัดส่วนในยอดจองถึงมากกว่า 60%

ยอดจอง Motor Show 2026 ทุบสถิติ: จุดเปลี่ยนตลาดรถไทย เมื่อสงครามดัน EV โตเร็วกว่าที่โลกคาด

ยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2026 กำลัง “ส่งสัญญาณที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างตลาดรถยนต์ไทย” หลังศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ยอดจองมีโอกาสแตะ 100,000 คัน เติบโตกว่า 30% จากปีก่อน และที่สำคัญคือ รถยนต์จีนอาจครองส่วนแบ่งสูงถึง 70% ขณะที่ BEV มีสัดส่วนเกิน 60%

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบบังเอิญ แต่เป็นผลจากแรงกระแทกระดับโลก โดยเฉพาะ วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่กำลังเร่งให้ตลาด EV เติบโตเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์กันไว้

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติ ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค โครงสร้างตลาด ไปจนถึงผลกระทบของสงครามที่กำลัง “เร่งอนาคต EV ให้มาถึงเร็วขึ้น”

ภาพรวม Motor Show 2026: ไม่ใช่แค่ยอดจองพุ่ง แต่คือ “Market Shift”

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ตัวเลขครึ่งแรกของงานมียอดจองแล้วกว่า 41,778 คัน (+69% YoY) และคาดว่าทั้งงานมีโอกาสแตะ 100,000 คัน โดยรถจีนอาจกินส่วนแบ่ง 70% และ BEV อาจมีสัดส่วน มากกว่า 60% นี่คือ “โครงสร้างใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดไทย

ในอดีตตลาดรถยนต์ในไทยถูกครองโดยญี่ปุ่น โดยมีรถ ICE (น้ำมัน) เป็นพระเอก แต่ปี 2026 EV กลายเป็นกระแสหลัก แบรนด์จากจีนกลายเป็นผู้นำเกม

ทำไมยอดจอง EV พุ่งแรง?

1. ผู้บริโภคเริ่มคิดเรื่อง “ต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน”

ในอดีต คนซื้อรถดูแค่ ราคาดีไหม ดีไซน์ถูกใจหรือเปล่า และแบรนด์มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน มีศูนย์บริการครอบคลุมหรือไม่

แต่วันนี้เปลี่ยนไป คนเริ่มคิดคำนวณค่าน้ำมัน/ค่าพลังงานเชื้อเพลิงต่อเดือน ค่าบำรุงรักษารถ และความคุ้มค่าในระยะยาว

ทันทีราคาน้ำมันพุ่ง EV กลายเป็น “ทางเลือกที่ประหยัดกว่า” แบบจับต้องได้ทันที

2. EV ผ่านจุด “Tipping Point” แล้ว

ตลาด EV ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ จาก “ลองของใหม่” เป็น “ตัดสินใจจริง” และกำลังจะเป็นตลาดระดับแมส

Motor Show 2026 คือ ตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้คนไม่ได้แค่สนใจ EV แต่ “พร้อมซื้อ”

3. จีน: ผู้ชนะในเกมนี้

สาเหตุที่รถจีนครองตลาด เพราะราคาแข่งขันได้รุนแรง เทคโนโลยีล้ำ (แบตเตอรี่ / ADAS / Software) มี Supply chain ครบวงจร และทำการส่งมอบเร็ว

ในโลกที่ผู้บริโภคต้องการ “ลดค่าใช้จ่าย” แบรนด์ที่ตอบโจทย์คือ “คุ้มที่สุด” ไม่ใช่ “หรูที่สุด”

ปัจจัยสำคัญที่ซ่อนอยู่: สงครามตะวันออกกลาง

หนึ่งในตัวแปรที่ทรงพลังที่สุดของปี 2026 คือ ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล + สหรัฐ vs อิหร่าน

ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค

ทำไมสงครามนี้ถึงกระทบตลาด EV ไทย?

1. ช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นเลือดใหญ่ของน้ำมันโลก น้ำมันกว่า 20% ของโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบนี้ หากเกิดความเสี่ยงจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งทันที ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจึงได้รับผลกระทบเต็มๆ

2. ราคาน้ำมันตัวแปรสำคัญของ EV

เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และมีแนวโน้ม “ยืดเยื้อ” ผู้บริโภคจะเริ่มคิดว่า “ยังจะซื้อรถน้ำมันอยู่อีกไหม?”

3. พฤติกรรมเปลี่ยนทันที

จากข้อมูลตลาดชี้ว่าคนเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับ EV มากขึ้น ดีลเลอร์ EV มี traffic เพิ่มขึ้น ตามด้วยยอดจอง BEV ในงานพุ่ง

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ในวิกฤตมีโอกาส”



สงครามเร่งการเติบโตของตลาด EV จริงไหม?

“จริง แต่ไม่ใช่ต้นเหตุ”

1. EV เป็นเมกะเทรนด์อยู่แล้ว

ก่อนสงครามรัฐบาลไทยออกมาตรการสนับสนุน ค่ายรถแข่งกันพัฒนาเทคโนโลยี จากที่กลัวกันว่าราคาจะพุ่งกลับถูกลง

ตลาด EV กำลังโต “อยู่แล้ว”

2. สงครามคือตัวเร่งปฏิกิริยาให้เร็วขึ้น!

สิ่งที่สงครามทำคือการเพิ่มความเร่ง (Acceleration) และบีบให้ผู้บริโภครีบตัดสินใจ

3. ผลกระทบเชิงตัวเลข

ถ้าไม่มีสงคราม รถ BEV จะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 40–50% การเติบโตเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่พอมีสงคราม (อย่างในปัจจุบัน) ก็ดันส่วนแบ่งยอดขาย BEV ในงาน Motor Show เพิ่มขึ้นเป็น 60% จากดีมานด์หรือความต้องการที่พุ่งขึ้น

สงครามรอบนี้เร่งการเติบโตของตลาด EV ประมาณ +10% ถึง +20%

ด้านมืด: สงครามยังสร้างความเสี่ยง

1. กำลังซื้ออาจหด จากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ดอกเบี้ยมีโอกาสเพิ่มขึ้น และการปล่อยสินเชื่อรถมีความเข้มงวด ระมัดระวังขึ้น ทำให้คนบางกลุ่ม “อยากซื้อ แต่ซื้อไม่ได้”

2. ค่าไฟ/ค่าชาร์จก็ต้องเพิ่มขึ้นเหมือนกัน

ถ้าต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ค่าไฟย่อมแพงขึ้นตาม และลดทอนความได้เปรียบของ EV ลงบางส่วน

3. ตลาดรถรวมอาจไม่โต

เรื่องนี้ก็สำคัญเช่นกัน การที่ตลาด EV โตไม่ได้หมายความว่าตลาดรถโดยรวมจะโตตาม เพราะ EV แย่งแชร์มาจาก ICE

Motor Show 2026 คือ “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย โดยมีสงครามอิสราเอล–สหรัฐ vs อิหร่าน เป็นตัวเร่งให้ตลาด EV เติบโตแบบก้าวกระโดด

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้