Last updated: 7 มิ.ย. 2569 | 122 จำนวนผู้เข้าชม |
ปัญหาที่คนใช้ EV เจอบ่อยคือ “มีตู้ แต่มีคนจอดชาร์จแช่” ทำให้ผู้ให้บริการสถานีชาร์จในไทยทยอยนำมาตรการ Idle Fee หรือ “ค่าปรับจอดชาร์จแช่” มาใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของหัวชาร์จ และลดปัญหาคนชาร์จเต็มแล้วไม่ยอมขยับรถออก
1. Tesla Supercharger : ผู้บุกเบิกค่าปรับจอดแช่ในไทย
Tesla ถือเป็นรายแรก ๆ ที่นำมาตรการนี้มาใช้ในไทยตั้งแต่ปี 2566 โดยให้เวลาเจ้าของรถขยับรถออกภายใน 5 นาทีหลังชาร์จเสร็จ
หากสถานีมีการใช้งานเกิน 50% จะคิดค่าปรับ 12 บาท/นาที แต่หากหัวชาร์จเต็ม 100% ค่าปรับจะเพิ่มเป็น 24 บาท/นาที หรือสูงถึง 1,440 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งยังคงเป็นอัตราที่สูงที่สุดในตลาดไทย
Tesla มองว่าหัวชาร์จเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง และต้องการให้เกิดการหมุนเวียนสูงสุด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือสถานีที่มีความหนาแน่นสูง
2. Shell Recharge / RÊVERSHARGER : ปรับแบบนุ่มกว่า แต่มีผลจริง
ฝั่ง Shell Recharge และ RÊVERSHARGER เลือกใช้อัตรา 100 บาทต่อชั่วโมง หรือประมาณ 1.67 บาทต่อนาที
ระบบจะเริ่มคิดค่าปรับหลังสิ้นสุดเวลาจองหรือเวลาการใช้งานที่กำหนด โดยสามารถต่อเวลาได้ผ่านแอปพลิเคชัน RECHARGE หรือ REVERSHARGER
แม้ตัวเลขจะไม่แรงเท่า Tesla แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ใช้ไม่อยากปล่อยรถทิ้งไว้นานๆ
3. EA Anywhere : เจ้าแรกที่จัดการปัญหา AC Charger จริงจัง
EA Anywhere เป็นหนึ่งในรายแรก ๆ ที่แก้ปัญหารถจอดแช่ตามห้างและอาคารสำนักงาน
สำหรับ AC Charger จะคิดค่าบริการตามช่วงเวลาชาร์จ และหากเกินเวลาที่กำหนดไปแล้ว 15 นาที จะถูกคิดค่าจอดเพิ่ม 100 บาทต่อชั่วโมง หรือประมาณ 1.67 บาทต่อนาที
มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังมีเสียงร้องเรียนจากผู้ใช้จำนวนมากที่พบว่าหัวชาร์จ AC ถูกยึดครองทั้งวัน ทั้งที่ชาร์จเต็มไปนานแล้ว
4. EV Station PluZ : น้องใหม่ แต่เปิดตัวแรงสุด
ข่าวใหญ่ล่าสุดมาจาก EV Station PluZ ที่ประกาศใช้ค่าปรับ 10 บาทต่อนาที
ในช่วง 9–30 มิถุนายน 2569 จะเป็นช่วงทดลอง คิด 1 บาทต่อนาที ก่อนปรับเป็น 10 บาทต่อนาทีเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 หากชาร์จเสร็จแล้วไม่ถอดหัวชาร์จและไม่ขยับรถออกภายใน 3 นาที
ลองคำนวณง่าย ๆ
แม้ยังไม่โหดเท่า Tesla แต่ถือว่าแรงกว่า EA และ Shell หลายเท่าตัว และสะท้อนว่า OR ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่าย EV Station PluZ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ
สรุปค่าปรับจอดชาร์จแช่ (อัปเดต 6 มิ.ย. 2569)

หลายคนมองว่าค่าปรับเหล่านี้ “แพงเกินไป”
แต่ในมุมธุรกิจสถานีชาร์จ ผู้ให้บริการไม่ได้ต้องการรายได้จากค่าปรับเลย ตรงกันข้าม พวกเขาต้องการให้ ไม่มีใครโดนปรับ
เพราะรายได้จริงของสถานีชาร์จไม่ได้มาจาก “รถที่จอดอยู่” แต่มาจาก “รถที่กำลังชาร์จ”
หัวชาร์จ DC Fast Charge หนึ่งหัวมีมูลค่าหลักล้านบาท ยิ่งรถหมุนเวียนได้เร็วเท่าไร ผลตอบแทนจากการลงทุนก็ยิ่งดีขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในปี 2569 อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่ผู้ให้บริการสถานีชาร์จไม่ได้แข่งขันกันแค่ “ค่าไฟถูกที่สุด” แต่แข่งขันกันว่า ใครบริหารเวลาการใช้งานหัวชาร์จได้มีประสิทธิภาพที่สุด
สำหรับผู้ใช้ EV คำแนะนำง่ายที่สุดคือ
เปิด Notification แอปชาร์จทุกครั้ง ตั้งเตือนล่วงหน้า 5-10 นาที และขยับรถทันทีเมื่อชาร์จเสร็จ
เพราะยุค “เสียบไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยมาเอา” กำลังจะกลายเป็นพฤติกรรมที่มีต้นทุนแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการ EV ไทย.



