X

ถอดรหัส "Thailand EV Outlook 2026" กับ 4 โจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องรีบแก้

Last updated: 4 ก.ค. 2569  |  131 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ถอดรหัส Thailand EV Outlook 2026

อัตราการใช้รถ BEV ที่พุ่งสูง 23% ในปี พ.ศ. 2568 ทำให้ประเทศไทยจะกลายเป็น "ดาวเด่น" ของอาเซียน  แต่รายงาน “Thailand EV Outlook 2026” ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จดังกล่าวอาจกลายเป็นข้อจำกัดในวันหน้า หากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV เดินไม่ทันการเติบโตของตลาด ชี้ไทยต้องเร่งสปีดติดตั้งเครื่องชาร์จให้ได้ 15,000-24,000 จุด จากเป้าหมายเดิมแค่ 12,000 จุด และต้องปฏิวัติอุตฯแบตเตอรี่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิต "30@30" ที่ความต้องการแบตเตอรี่ในประเทศจะเพิ่มสู่ระดับ 54 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2573

ไฮไลต์ :

  • เครื่องชาร์จคือคอขวดใหม่ของตลาด EV : รายงานเตือนว่า เป้าหมายเครื่องชาร์จสาธารณะ 12,000 จุดอาจไม่เพียงพอ คาดไทยต้องการเครื่องชาร์จสาธารณะ 15,000-24,000 จุดภายในปี 2573 และต้องกระจายตัวอย่างทั่วถึง
  • ศึกแบตเตอรี่...ใหญ่กว่าศึกรถ EV : รายงานประเมินว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 30@30 ความต้องการแบตเตอรี่ในประเทศจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 54 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ภายในปี 2573 แต่หากไม่มีระบบจัดการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่หมดอายุ อาจเผชิญปัญหาขยะแบตเตอรี่จำนวนมหาศาลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า


รายงาน “Thailand EV Outlook 2026” ซึ่งจัดทำโดยความร่วมมือระหว่าง "TGC EMC" (โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ), "GIZ Thailand" และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ถือเป็นหนึ่งในรายงานที่สะท้อนภาพรวมตลาด EV ไทยได้ครบที่สุด ทั้งด้านรถยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน แบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า และนโยบายรัฐ ที่ฉายภาพอนาคตไปจนถึงปี 2050

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ประเทศไทยจะกลายเป็น "ดาวเด่น" ของอาเซียน แต่รายงานก็ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในวันนี้ อาจกลายเป็นข้อจำกัดในวันหน้า หากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุตสาหกรรมเดินไม่ทันการเติบโตของตลาด



1.ไทยขึ้นแท่นผู้นำ EV อาเซียน แต่เกมยังไม่จบ

ตัวเลขที่สร้างความประทับใจที่สุด คือ อัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ของไทยแตะ 23% ในปี 2568 ถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่ชันที่สุดของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และสูงที่สุดในอาเซียน สะท้อนว่ามาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 รวมถึงการเข้ามาของผู้ผลิตจีน สามารถเร่งการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุชัดว่า การเติบโตยัง "กระจุกตัว" อยู่ในตลาดรถยนต์นั่ง ขณะที่รถบรรทุก รถโดยสาร รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และระบบขนส่งสาธารณะ ยังเติบโตช้ากว่าที่ควร ซึ่งหมายความว่า การลดคาร์บอนในภาคขนส่งยังไปไม่ถึงศักยภาพสูงสุด

2.เครื่องชาร์จคือคอขวดใหม่ของตลาด EV

แม้ประเทศไทยจะขยายสถานีชาร์จได้รวดเร็วจนบรรลุเป้าหมายระยะสั้นก่อนกำหนด แต่รายงานเตือนว่า เป้าหมายเครื่องชาร์จสาธารณะ 12,000 จุดอาจไม่เพียงพอ

ภายใต้การเติบโตของรถ EV ไทยจะต้องมี เครื่องชาร์จสาธารณะประมาณ 15,000-24,000 จุดภายในปี 2573 ขึ้นอยู่กับอัตราการใช้รถและความหนาแน่นของผู้ใช้งาน

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ "จำนวน" เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง

  • การกระจายตัวระหว่างจังหวัด
  • การรองรับหัวชาร์จกำลังสูง (High Power Charging) ด้วย DC CHARGER
  • ความพร้อมของระบบไฟฟ้า
  • การเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟ (Grid Integration)


รายงานมองว่า หากไม่เร่งลงทุน โครงสร้างพื้นฐานอาจกลายเป็นตัวถ่วงการเติบโตของตลาดในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษนี้

3.ศึกแบตเตอรี่...ใหญ่กว่าศึกรถยนต์

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ อุตสาหกรรมแบตเตอรี่

รายงานประเมินว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย 30@30 ซึ่งกำหนดให้รถปล่อยมลพิษเป็นศูนย์คิดเป็น 30% ของการผลิตภายในปี 2573 ความต้องการแบตเตอรี่ในประเทศจะเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า จากปี 2568 ไปสู่ระดับ 54 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ภายในปี 2573

แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่การผลิตเซลล์แบตเตอรี่

รายงานให้ความสำคัญกับ "Battery Value Chain" ทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตเซลล์ การประกอบแพ็ก การใช้งาน การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Second Life) ไปจนถึงการรีไซเคิลแบตเตอรี่เมื่อหมดอายุ เพราะหากไม่มีระบบจัดการที่ดี ประเทศไทยอาจเผชิญปัญหาขยะแบตเตอรี่จำนวนมหาศาลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

กล่าวอีกนัยหนึ่ง "โรงงานแบตเตอรี่" อาจไม่ใช่ธุรกิจที่มีมูลค่าสูงที่สุด แต่ผู้ที่จะได้ประโยชน์มากในระยะยาว อาจเป็นธุรกิจรีไซเคิล วัสดุแคโทด การจัดการแบตเตอรี่ และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage)

4.เป้าหมายใหญ่ไม่ใช่ยอดขาย แต่คือการลดคาร์บอน

หัวใจของรายงานไม่ได้อยู่ที่ยอดขายรถ EV หากแต่อยู่ที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แบบจำลองของรายงานเปรียบเทียบ 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ BAU (เดินหน้าตามแนวโน้มเดิม), STEPS (ดำเนินนโยบายที่ประกาศไว้) และ AZS (Accelerated Zero-Emission Scenario) ซึ่งเป็นฉากทัศน์เร่งรัดสู่ยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์

ผลลัพธ์คือ ภายใต้ AZS ประเทศไทยสามารถลดการปล่อย CO₂ จากภาคขนส่งได้ถึง 85-90% ภายในปี 2593 และเข้าใกล้การปล่อยคาร์บอนจากการใช้รถเป็นศูนย์ได้ในระยะยาว

แต่การไปถึงจุดนั้น ต้องอาศัยมากกว่าการขายรถไฟฟ้า เพราะจำเป็นต้องพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และมาตรการสนับสนุนที่ต่อเนื่องควบคู่กัน

มุมวิเคราะห์: การแข่งขันรอบใหม่กำลังเริ่มต้น

หากมองในมุมธุรกิจ รายงานฉบับนี้ส่งสัญญาณชัดว่า การแข่งขันในตลาด EV ไทยกำลังเปลี่ยนเฟส

ช่วงที่ผ่านมา ผู้ชนะคือผู้ผลิตรถยนต์ที่สามารถทำราคาแข่งขันได้ แต่ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า จุดแข่งขันจะย้ายไปอยู่ที่ "ระบบนิเวศ EV" มากกว่าตัวรถ

ผู้ที่มีโอกาสเติบโตสูงจึงไม่ได้มีแค่ค่ายรถ แต่รวมถึงผู้ให้บริการสถานีชาร์จ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์บริหารพลังงาน ระบบกักเก็บไฟฟ้า ธุรกิจรีไซเคิล และผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ คือ การรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ กับการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หากยังพึ่งพาการประกอบรถหรือการนำเข้าเทคโนโลยีเป็นหลัก ความได้เปรียบในฐานะ "ฮับ EV ของอาเซียน" อาจถูกท้าทายได้ในอนาคต

บทสรุปของ Thailand EV Outlook 2026 จึงไม่ใช่เพียงรายงานคาดการณ์ตลาด แต่เป็นแผนที่นำทางของอุตสาหกรรม EV ไทย ที่สะท้อนว่า ประเทศไทยออกตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แต่การรักษาความเป็นผู้นำจะขึ้นอยู่กับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจร และการยกระดับระบบนิเวศทั้งหมดให้เติบโตไปพร้อมกัน เพราะในยุค EV ผู้ชนะไม่ใช่ผู้ที่ขายรถได้มากที่สุด แต่คือผู้ที่สร้าง "ระบบ" ได้สมบูรณ์ที่สุด



ดาวน์โหลดรายงาน Thailand EV Outlook 2026 ได้ที่ https://tgc-emc.org/en/resource/thailand-ev-outlook-2026/


ที่มา : Thailand EV Outlook 2026

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้