X

ราวกับจอมยุทธ์! JAECOO 6T REEV 4WD เติมโหมด "Extreme U-Turn" กลับรถ "360 องศา" ให้ออฟโรดให้สุด...

Last updated: 6 ก.ค. 2569  |  196 จำนวนผู้เข้าชม  | 

JAECOO 6T REEV 4WD ULTRA Extreme U-Turn Mode

“เอาชนะด้วยเทคโนโลยี”

การตลาดรถยนต์สมัยนี้ไม่ต่างจากสงครามยุคใหม่ที่เอาชนะกันด้วยเทคโนโลยี ใครเทคโนโลยีเหนือชั้นกว่าก็เอาชนะได้รวดเร็วเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การเปิดตัว JAECOO 6T เวอร์ชั่น “REEV” ก็เพื่อแก้ pain point เรื่องระยะทางที่ยังวิ่งได้ไม่จุใจและความลำบากลำบนในการหาตู้ชาร์จเวลาเดินทางไกล แต่ที่ถูกใจบรรดาขาลุยสไตล์ออฟโรดก็คงจะเป็นโหมด “Extreme U-Turn” ที่สั่งให้รถหมุนตัวกลับแบบ 360 องศาได้เวลาเจอทางตัน ทางแคบ แบบไม่มีพื้นที่ให้ถอยยึกยักกลับรถ

ไฮไลต์ :

  • ความแตกต่างที่สำคัญคือ ถ้าเป็นรถเครื่องยนต์สันดาปจะส่งกำลังจากเครื่องยนต์ผ่านเกียร์ เพลากลาง และดิฟเฟอเรนเชียล ไม่สามารถควบคุมแรงบิดของแต่ละล้อได้ละเอียดในระดับ “มิลลิวินาที” ขณะที่รถ EV สามารถเพิ่มหรือลดแรงบิดของแต่ละล้อได้แทบจะทันที จึงสร้างการหมุนของตัวรถได้อย่างแม่นยำ
  • ซอฟต์แวร์ในรถ EV กำลังไปไกลกว่าที่เคยเป็น และเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถอัปเดตผ่าน OTA (Over-the-Air) ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ ผู้ผลิตที่เขียนซอฟต์แวร์ได้ดีกว่า สามารถดึงศักยภาพของมอเตอร์ไฟฟ้าออกมาได้มากกว่า


EV-ROADS Insight | Extreme U-Turn Mode ของ JAECOO 6T REEV 4WD ULTRA เมื่อ "ซอฟต์แวร์" กลายเป็นดิฟล็อกยุคใหม่

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน ยุคออฟโรดเฟื่องๆในเมืองไทย การพูดถึงรถออฟโรดระดับฮาร์ดคอร์จะหนีไม่พ้นคำว่า เฟืองทด (Transfer Case), ดิฟฟ์ล็อค (Diff Lock), Low Range หรือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบกลไก เพราะนั่นคืออาวุธสำคัญในการพิชิตโคลน หิน ทางชัน และเส้นทางทุรกันดาร

แต่วันนี้ นิยามของรถออฟโรดกำลังเปลี่ยนไป!

ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังผลักดันแนวคิด Software-Defined Off-road Vehicle หรือรถออฟโรดที่ให้ซอฟต์แวร์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาแทนชิ้นส่วนกลไกจำนวนมาก หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ "Extreme U-Turn Mode ของ JAECOO 6T REEV 4WD ULTRA" นี่แหละ

เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อ "โชว์หมุนรถ" เอาเท่ แต่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่นักออฟโรดเจอกันจริงๆ นั่นคือการกลับรถบนสันเขา เส้นทางเลียบภูเขา หรือในป่าลึกที่รถอยู่บนเส้นทางที่มีความกว้างเพียงไม่กี่เมตร ซึ่งแท็คติกเดิมๆจะใช้วิธีถอยหน้า-ถอยหลังหลายๆจังหวะ ซึ่งเสี่ยงต่อการตกไหล่ทางหรือชนสิ่งกีดขวาง

“หัวใจของระบบนี้คือ Torque Vectoring ที่ควบคุมแรงบิดของมอเตอร์แต่ละล้อแบบอิสระผ่าน ECU ความเร็วสูง โดยสั่งให้ล้อซ้ายและล้อขวาสร้างแรงบิดไม่เท่ากัน ประสานกับระบบเบรกไฟฟ้า (Brake-by-Wire) ระบบควบคุมเสถียรภาพ และเซ็นเซอร์วัดมุมพวงมาลัย ทำให้เกิดแรงหมุนรอบจุดศูนย์กลางของรถ (Yaw Moment) จนสามารถหันหัวรถย้อนกลับหลังในพื้นที่แคบกว่าปกติได้”



ความแตกต่างที่สำคัญคือ ถ้าเป็นรถเครื่องยนต์สันดาปจะส่งกำลังจากเครื่องยนต์ผ่านเกียร์ เพลากลาง และดิฟเฟอเรนเชียล จึงไม่สามารถควบคุมแรงบิดของแต่ละล้อได้ละเอียดในระดับ “มิลลิวินาที” ขณะที่รถ EV สามารถเพิ่มหรือลดแรงบิดของแต่ละล้อได้แทบจะทันที จึงสร้างการหมุนของตัวรถได้อย่างแม่นยำ

หลายคนอาจนึกถึงการ "ดริฟท์กลับรถ" แต่หลักการต่างกันโดยสิ้นเชิง

การดริฟท์จะอาศัยความเร็ว โมเมนตัม การสูญเสียแรงยึดเกาะ และทักษะของผู้ขับ ส่วน Extreme U-Turn Mode ใช้ความเร็วต่ำ ควบคุมทุกอย่างด้วยซอฟต์แวร์และแรงบิดของมอเตอร์ จึงปลอดภัยกว่า ควบคุมง่ายกว่า และใช้งานได้จริงในสถานการณ์ออฟโรด

แนวคิดนี้เริ่มถูกผลักดันโดยผู้ผลิตจีนหลายราย โดยเฉพาะ Yangwang U8 ที่เปิดตัว Tank Turn ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวหมุนล้อซ้ายและขวาด้วยแรงบิดสวนทางกัน จนรถสามารถหมุนแทบจะอยู่กับที่ คล้ายรถสายพานลำเลียงของทหาร ขณะที่ Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology ก็พัฒนา G-Turn ที่ใช้หลักการใกล้เคียงกัน อาศัยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวหมุนรถได้เกือบ 360 องศาในพื้นที่จำกัด แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตระดับโลกต่างมองเห็นศักยภาพของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในงานออฟโรด

นอกจากนี้ รถออฟโรดยุคใหม่ยังรวมเทคโนโลยีอีกหลายด้านเข้าไว้ด้วยกัน เช่น

  • ระบบ Transparent Chassis ที่ใช้กล้องรอบคันสร้างภาพเสมือนมองทะลุใต้ท้องรถ ช่วยหลบก้อนหินและร่องลึก
  • Terrain Recognition AI วิเคราะห์พื้นผิวและเลือกโหมดการขับขี่อัตโนมัติ
  • e-Locker หรือดิฟล็อกไฟฟ้าที่ตอบสนองรวดเร็วกว่าระบบกลไก
  • Hill Descent Control และ Off-road Cruise Control ที่รักษาความเร็วบนทางชันโดยผู้ขับแทบไม่ต้องแตะแป้นเบรก
  • ระบบช่วงล่างปรับความสูงอัตโนมัติที่สามารถยกตัวรถเมื่อต้องขับลุยน้ำหรือผ่านอุปสรรค และลดระดับเพื่อเพิ่มเสถียรภาพบนทางเรียบ
  • ที่สร้างความฮือฮาทั่วโลกคือ Emergency Floating Mode หรือโหมดลอยน้ำฉุกเฉิน ของ Yangwang ที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับว่าถ้ารถตกลงในน้ำลึก ระบบจะปิดผนึกวงจรไฟฟ้า ปิดหน้าต่าง เปิดระบบลอยตัว และใช้การควบคุมแรงบิดของมอเตอร์ทั้งสี่ล้อทำหน้าที่เสมือน "ใบพัด" ผลักดันรถให้เคลื่อนที่ในน้ำด้วยความเร็วประมาณ 3 กม./ชม. พร้อมรักษาสมดุลของตัวรถ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้โดยสารขับเข้าหาฝั่งหรือรอการช่วยเหลือได้ แม้ผู้ผลิตจะระบุว่าเป็นฟังก์ชันฉุกเฉิน ไม่ใช่โหมดสำหรับขับข้ามแม่น้ำเป็นประจำ แต่ก็สะท้อนว่าซอฟต์แวร์กำลังขยายขีดความสามารถของรถยนต์ไปไกลกว่าที่เคยเป็น


สิ่งที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีเหล่านี้ "สามารถอัปเดตผ่าน OTA (Over-the-Air) ได้" หมายความว่ารถอาจได้รับโหมดการขับขี่ใหม่หรือการปรับปรุงการควบคุมแรงบิดโดยไม่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การแข่งขันของรถออฟโรดในยุค EV ไม่ได้อยู่ที่กำลังมอเตอร์หรือความจุแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยนเป็นการแข่งขันด้าน ซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม และการควบคุมแชสซีแบบอัจฉริยะ ผู้ผลิตที่เขียนซอฟต์แวร์ได้ดีกว่า สามารถดึงศักยภาพของมอเตอร์ไฟฟ้าออกมาได้มากกว่า และสร้างความสามารถใหม่ๆให้รถได้อย่างต่อเนื่อง

Extreme U-Turn Mode ของ JAECOO 6T REEV 4WD ULTRA จึงไม่ใช่แค่ลูกเล่นสำหรับเรียกเสียงฮือฮา แต่เป็นสัญญาณว่า "รถออฟโรดแห่งอนาคต" จะไม่ได้วัดกันที่จำนวนเฟืองหรือดิฟล็อกอีกต่อไป หากแต่วัดกันที่คุณภาพของซอฟต์แวร์ที่ควบคุมทุกล้อ ทุกมอเตอร์ และทุกการเคลื่อนไหวของรถอย่างชาญฉลาด ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างแท้จริง



JAECOO 6T REEV 4WD ULTRA x “Extreme U-Turn Mode”

หากอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้ามีพื้นที่ที่แคบมาก สามารถเลือกโหมดช่วยการกลับรถในพื้นที่ที่จำกัดแบบ Extreme ที่เรียกว่า Extreme U-Turn Mode ตัวรถจะทำงานกลับกันโดยล็อกล้อหลังที่อยู่ด้านนอกของวงเลี้ยว และล้อหลังด้านในวงเลี้ยวจะทำการหมุนกลับหรือ Reverse เพื่อเป็นจุดยึดในการหมุน การกลับรถแบบ Extreme จะทำให้วงเลี้ยวแคบลง

ที่มา : OMODA & JAECOO (ประเทศไทย) / TECH DAY 2026

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้