Last updated: 3 ต.ค. 2569 | 45 จำนวนผู้เข้าชม |
MG แนะ “กฎเหล็ก” "ห้ามสตาร์ทรถ หรือเปิดระบบไฟฟ้าซ้ำหลังรถประสบเหตุน้ำท่วม" และห้ามเคลื่อนย้ายหรือลากจูงรถด้วยตนเองก่อนได้รับการตรวจสอบ หากขับลุยน้ำแล้วเครื่องยนต์ดับ ห้ามสตาร์ทรถซ้ำเด็ดขาด ให้เรียกรถสไลด์ทันที เพราะหากน้ำเข้ากรองอากาศ เครื่องยนต์จะดูดน้ำเข้าไปในกระบอกสูบ จะทำให้ก้านสูบคด งอ หรือเครื่องยนต์พังเสียหายได้
บริษัทฯ พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ เรามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และตรวจสอบความปลอดภัย ขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณสแกน QR CODE ที่แสดงอยู่นี้ เพื่อเข้ารับการประเมินความปลอดภัยหลังรถลุยน้ำ และจอดแช่น้ำมา หลังจากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้รถเกิดความเสียหาย จะติดต่อคุณโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่ารถของคุณมีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการใช้งานหลังจากประสบเหตุการณ์น้ำท่วม
บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ประกาศ ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569

MG แนะวิธีการตรวจสอบสภาพรถหลังขับลุยน้ำท่วม ดังนี้
การประเมินระดับน้ำ และการขับขี่เกณฑ์ระดับน้ำ : เน้นการรับมือกับระดับน้ำที่ไม่เกินครึ่งล้อ หรือไม่เกิน 30 เซนติเมตร (วิธีสังเกตคือดูเทียบกับระดับล้อของรถคันข้าง ๆ) โดยมีข้อแนะนำในการขับคือ:
สิ่งที่ต้องทำทันทีหลังขับพ้นน้ำท่วม : เหยียบเบรกเพื่อไล่น้ำ และความชื้น ให้ขับด้วยความเร็วพอประมาณแล้วเหยียบเบรกค้างไว้ครู่หนึ่ง แล้วปล่อย จากนั้นเร่งเครื่องแล้วเหยียบเบรกซ้ำแบบนี้ 3 – 4 ครั้ง เพื่อให้ผ้าเบรกแห้ง ประสิทธิภาพการเบรกกลับมาเป็นปกติ และช่วยทำความสะอาดจานเบรก
การตรวจเช็คภายในห้องเครื่องยนต์ (จอดในที่ปลอดภัยและเปิดฝากระโปรง)
หม้อกรองอากาศ: กรองอากาศจะมีตัวดักน้ำชั้นหนึ่งอยู่แล้ว แต่หากน้ำสูงมากน้ำอาจหลุดเข้าไปได้ หากขับลุยน้ำแล้วเครื่องยนต์ดับ ห้ามสตาร์ทรถซ้ำเด็ดขาด ให้เรียกรถสไลด์ทันที เพราะหากน้ำเข้ากรองอากาศ เครื่องยนต์จะดูดน้ำเข้าไปในกระบอกสูบ ทำให้ก้านสูบคด งอ หรือเครื่องยนต์พังเสียหายได้
สายพานเครื่องยนต์: ตรวจดูว่ามีเศษขยะติดอยู่หรือไม่ หากมีให้ทำความสะอาด เช็ดด้วยผ้า หรือใช้ลมเป่าไล่ความชื้น
น้ำมันเครื่อง: ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาตรวจสอบ
ปกติ: น้ำมันต้องมีสีใสหรือสีชาปกติ
ผิดปกติ: หากน้ำมันเปลี่ยนเป็นสีขุ่นคล้ายนม แสดงว่ามีน้ำหรือความชื้นเล็ดลอดเข้าไปในระบบ
ท่อยางระบบระบายความร้อน: ตรวจดูว่ามีรอยกระแทก ฉีกขาด หรือเสียหายหรือไม่
กล่อง ECU และกล่องฟิวส์:
สำหรับกล่อง ECU หรือสมองกล หากชื้นให้ใช้ลมเป่า (ไม่แนะนำให้ถอดเองหากไม่มีความชำนาญ)
สำหรับกล่องฟิวส์ ให้เปิดฝาครอบดูว่ามีไอน้ำ ละอองน้ำ หรือคราบความชื้นเกาะอยู่หรือไม่ หากพบละอองน้ำควรนำรถเข้าศูนย์บริการทันที เพื่อป้องกันระบบอิเล็กทรอนิกส์ลัดวงจร
การทำความสะอาดภายนอกและใต้ท้องรถ
ควรนำรถไปล้างทำความสะอาดหรือเข้าคาร์แคร์เพื่อฉีดล้างคราบสิ่งสกปรกและโคลนที่สะสมอยู่ใต้ท้องรถ เนื่องจากน้ำท่วมขังอาจมีสารเคมีและสิ่งสกปรกที่กัดกร่อนสีตัวถังและชิ้นส่วนช่วงล่างจนเกิดสนิมได้
การตรวจสอบและดูแลเบื้องต้น แบ่งตามประเภทรถและระดับความเสียหาย
กฎเหล็กข้อแรก: "ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด"
ไม่ว่าจะเป็นรถน้ำมันหรือไฟฟ้า หากน้ำท่วมสูงถึงระดับ ขอบประตูรถด้านล่าง หรือ ท่อไอเสีย ห้ามบิดกุญแจหรือกดปุ่ม Start เด็ดขาด
รถน้ำมัน: ถ้าน้ำเข้าท่อไอดีแล้วถูกดูดเข้าเครื่องยนต์ ก้านสูบจะหักทันที (Hydrolock) ค่าซ่อมหลักแสน
รถ EV: หากระบบไฟฟ้าลัดวงจร การเปิดระบบอาจทำให้เกิดความเสียหายลามไปยังกล่อง ECU หรือแบตเตอรี่แรงดันสูงได้
ขั้นตอนที่ 1: ประเมินระดับน้ำ (The Water Line) ให้สังเกตรอยคราบน้ำรอบตัวรถว่าสูงแค่ไหน เพื่อประเมินความเสี่ยง:
ระดับ 1 - ท่วมแค่ล้อ (ไม่ถึงขอบประตู): รถส่วนใหญ่ปลอดภัย ตรวจสอบเบรกและลูกปืนล้อภายหลัง
ระดับ 2 - ท่วมพื้นห้องโดยสาร (พรมเปียก): ระบบไฟตัวถังและกล่องควบคุมบางตัวอาจเสียหาย ต้องรื้อพรม
ระดับ 3 - ท่วมถึงเบาะนั่งหรือคอนโซล: อันตรายสูง ทั้งระบบเครื่องยนต์และไฟฟ้าเสียหายหนัก แนะนำให้ยกไปอู่/ศูนย์ทันที อย่าพยายามจัดการเอง
ขั้นตอนที่ 2: การจัดการรถยนต์สันดาป (ICE - เบนซิน/ดีเซล) หากคุณประเมินแล้วว่าน้ำลดและต้องการตรวจสอบเบื้องต้น
ตัดวงจรไฟเปิดฝากระโปรง ถอดขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่ 12V ออกทันทีเพื่อป้องกันไฟลัดวงจรเพิ่มเติม
เช็ก "สี" ของของเหลว
ขั้นตอนที่ 3: การจัดการรถยนต์ไฟฟ้า (EV / Hybrid)
⚠️ คำเตือนความปลอดภัยสูงสุด: ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง (High Voltage) ในรถ EV มีอันตรายถึงชีวิต แม้ระบบจะมี Safety ตัดไฟอัตโนมัติ แต่ความชื้นอาจทำให้เกิดไฟรั่วได้
ขั้นตอนที่ 4: การกู้ชีพภายในห้องโดยสาร (ทำได้เองทุกคน) เมื่อมั่นใจว่าตัดระบบไฟแล้ว สิ่งที่เจ้าของรถควรทำทันทีเพื่อลดความเสียหายระยะยาว:
ระบายน้ำออก: รถส่วนใหญ่จะมี "จุกยางระบายน้ำ" อยู่ที่พื้นใต้พรม (ต้องรื้อพรมถึงจะเห็น) หากทำไม่เป็น ให้ใช้ฟองน้ำซับน้ำออกให้ได้มากที่สุด
เปิดประตูตากแดด: เปิดประตูทุกบาน จอดตากแดดแรงๆ เพื่อไล่ความชื้น
จัดการกับพรม: ถ้าพรมเปียกนิดหน่อย: ใช้ไดร์เป่าผม หรือ เครื่องดูดฝุ่นดูดน้ำ (Wet/Dry Vacuum) ถ้าพรมเปียกโชก ต้องรื้อออกมาซัก เพราะฟองน้ำใต้พรมจะอมน้ำเน่าไว้ ก่อให้เกิดเชื้อราและสนิมที่พื้นรถในระยะยาว (ถ้าถอดเองไม่เป็น ให้รีบดูดน้ำออกแล้วส่งร้านคาร์แคร์ที่รับซักพรมโดยด่วน)
ถอดขั้วปลั๊กไฟ (สำหรับคนพอมีความรู้ช่าง): ถอดปลั๊กเซนเซอร์ต่างๆ ที่อยู่ต่ำ เช่น ใต้เบาะ มาเป่าด้วยลม หรือฉีดสเปรย์ไล่ความชื้น (Contact Cleaner) ห้ามใช้โซเน็กซ์ (Sonax) ฉีดลงในแผงวงจรโดยตรง เพราะอาจทิ้งคราบน้ำมันที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าได้
สรุปสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเรียกช่าง

ที่มา : บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด