X

MG แนะ กฎเหล็ก! ห้ามสตาร์ทรถ x ห้ามเคลื่อนย้ายรถเอง หลังประสบเหตุน้ำท่วม

Last updated: 3 ต.ค. 2569  |  45 จำนวนผู้เข้าชม  | 

 MG แนะ “กฎเหล็ก” หลังประสบเหตุน้ำท่วม

MG แนะ “กฎเหล็ก” "ห้ามสตาร์ทรถ หรือเปิดระบบไฟฟ้าซ้ำหลังรถประสบเหตุน้ำท่วม" และห้ามเคลื่อนย้ายหรือลากจูงรถด้วยตนเองก่อนได้รับการตรวจสอบ หากขับลุยน้ำแล้วเครื่องยนต์ดับ ห้ามสตาร์ทรถซ้ำเด็ดขาด ให้เรียกรถสไลด์ทันที เพราะหากน้ำเข้ากรองอากาศ เครื่องยนต์จะดูดน้ำเข้าไปในกระบอกสูบ จะทำให้ก้านสูบคด งอ หรือเครื่องยนต์พังเสียหายได้


บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคำแนะนำด้านความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถยนต์ เอ็มจี ในสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่น้ำท่วม หรือจอดรถแช่น้ำมาเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยแนะนำให้ผู้ใช้รถ ห้ามกระทำการดังต่อไปนี้

  • ห้ามสตาร์ทรถ หรือเปิดระบบไฟฟ้าซ้ำหลังรถประสบเหตุน้ำท่วม
  • ห้ามเคลื่อนย้ายหรือลากจูงรถด้วยตนเองก่อนได้รับการตรวจสอบ

เนื่องจากแม้รถยนต์จะดูเหมือนอยู่ในสภาพปกติ แต่ระบบไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนภายในอาจได้รับความเสียหายจากความชื้นโดยที่ไม่สามารถตรวจสอบได้จากภายนอก การดำเนินการโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอาจก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม และอาจส่งผลต่อการพิจารณาสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัย

แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

  • หลีกเลี่ยงการใช้งานรถ และคงสภาพรถไว้ตามเดิม
  • บันทึกภาพสภาพรถ ระดับน้ำ และสภาพแวดล้อม (ในกรณีใช้ประกอบการแจ้งประกันภัย)
  • ติดต่อ เอ็มจี เพื่อรับบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ

ช่องทางบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน

  • MG Call Centre โทร 1267 กด 4 (บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง)
  • LINE Official Account: @mg1267 (ทุกวัน เวลา 08.00 – 22.00 น.)
  • โชว์รูม และศูนย์บริการ เอ็มจี ทั่วประเทศ (ตามเวลาทำการ)


บริษัทฯ พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ เรามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และตรวจสอบความปลอดภัย ขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณสแกน QR CODE ที่แสดงอยู่นี้ เพื่อเข้ารับการประเมินความปลอดภัยหลังรถลุยน้ำ และจอดแช่น้ำมา หลังจากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้รถเกิดความเสียหาย จะติดต่อคุณโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่ารถของคุณมีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการใช้งานหลังจากประสบเหตุการณ์น้ำท่วม

บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ประกาศ ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569



MG แนะวิธีการตรวจสอบสภาพรถหลังขับลุยน้ำท่วม ดังนี้


การประเมินระดับน้ำ และการขับขี่​เกณฑ์ระดับน้ำ : เน้นการรับมือกับระดับน้ำที่ไม่เกินครึ่งล้อ หรือไม่เกิน 30 เซนติเมตร (วิธีสังเกตคือดูเทียบกับระดับล้อของรถคันข้าง ๆ) โดยมีข้อแนะนำในการขับคือ:

  • หากเลี่ยงได้ให้รีบออกจากพื้นที่น้ำท่วมทันที
  • ​หากเลี่ยงไม่ได้ ให้ขับช้าๆ ด้วยความเร็วต่ำ 5 – 10 กม. ต่อชั่วโมง และเหยียบเบรกย้ำ ๆ


สิ่งที่ต้องทำทันทีหลังขับพ้นน้ำท่วม : ​เหยียบเบรกเพื่อไล่น้ำ และความชื้น ให้ขับด้วยความเร็วพอประมาณแล้วเหยียบเบรกค้างไว้ครู่หนึ่ง แล้วปล่อย จากนั้นเร่งเครื่องแล้วเหยียบเบรกซ้ำแบบนี้ 3 – 4 ครั้ง เพื่อให้ผ้าเบรกแห้ง ประสิทธิภาพการเบรกกลับมาเป็นปกติ และช่วยทำความสะอาดจานเบรก


การตรวจเช็คภายในห้องเครื่องยนต์ (จอดในที่ปลอดภัยและเปิดฝากระโปรง)
​หม้อกรองอากาศ: กรองอากาศจะมีตัวดักน้ำชั้นหนึ่งอยู่แล้ว แต่หากน้ำสูงมากน้ำอาจหลุดเข้าไปได้ หากขับลุยน้ำแล้วเครื่องยนต์ดับ ห้ามสตาร์ทรถซ้ำเด็ดขาด ให้เรียกรถสไลด์ทันที เพราะหากน้ำเข้ากรองอากาศ เครื่องยนต์จะดูดน้ำเข้าไปในกระบอกสูบ ทำให้ก้านสูบคด งอ หรือเครื่องยนต์พังเสียหายได้


สายพานเครื่องยนต์: ตรวจดูว่ามีเศษขยะติดอยู่หรือไม่ หากมีให้ทำความสะอาด เช็ดด้วยผ้า หรือใช้ลมเป่าไล่ความชื้น
น้ำมันเครื่อง: ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาตรวจสอบ
ปกติ: น้ำมันต้องมีสีใสหรือสีชาปกติ
ผิดปกติ: หากน้ำมันเปลี่ยนเป็นสีขุ่นคล้ายนม แสดงว่ามีน้ำหรือความชื้นเล็ดลอดเข้าไปในระบบ


​ท่อยางระบบระบายความร้อน: ตรวจดูว่ามีรอยกระแทก ฉีกขาด หรือเสียหายหรือไม่


​กล่อง ECU และกล่องฟิวส์:
​สำหรับกล่อง ECU หรือสมองกล หากชื้นให้ใช้ลมเป่า (ไม่แนะนำให้ถอดเองหากไม่มีความชำนาญ)
สำหรับกล่องฟิวส์ ให้เปิดฝาครอบดูว่ามีไอน้ำ ละอองน้ำ หรือคราบความชื้นเกาะอยู่หรือไม่ หากพบละอองน้ำควรนำรถเข้าศูนย์บริการทันที เพื่อป้องกันระบบอิเล็กทรอนิกส์ลัดวงจร


การทำความสะอาดภายนอกและใต้ท้องรถ
​ควรนำรถไปล้างทำความสะอาดหรือเข้าคาร์แคร์เพื่อฉีดล้างคราบสิ่งสกปรกและโคลนที่สะสมอยู่ใต้ท้องรถ เนื่องจากน้ำท่วมขังอาจมีสารเคมีและสิ่งสกปรกที่กัดกร่อนสีตัวถังและชิ้นส่วนช่วงล่างจนเกิดสนิมได้
การตรวจสอบและดูแลเบื้องต้น แบ่งตามประเภทรถและระดับความเสียหาย

กฎเหล็กข้อแรก: "ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด"
ไม่ว่าจะเป็นรถน้ำมันหรือไฟฟ้า หากน้ำท่วมสูงถึงระดับ ขอบประตูรถด้านล่าง หรือ ท่อไอเสีย ห้ามบิดกุญแจหรือกดปุ่ม Start เด็ดขาด


รถน้ำมัน: ถ้าน้ำเข้าท่อไอดีแล้วถูกดูดเข้าเครื่องยนต์ ก้านสูบจะหักทันที (Hydrolock) ค่าซ่อมหลักแสน

รถ EV: หากระบบไฟฟ้าลัดวงจร การเปิดระบบอาจทำให้เกิดความเสียหายลามไปยังกล่อง ECU หรือแบตเตอรี่แรงดันสูงได้


ขั้นตอนที่ 1: ประเมินระดับน้ำ (The Water Line) ให้สังเกตรอยคราบน้ำรอบตัวรถว่าสูงแค่ไหน เพื่อประเมินความเสี่ยง:


ระดับ 1 - ท่วมแค่ล้อ (ไม่ถึงขอบประตู): รถส่วนใหญ่ปลอดภัย ตรวจสอบเบรกและลูกปืนล้อภายหลัง
ระดับ 2 - ท่วมพื้นห้องโดยสาร (พรมเปียก): ระบบไฟตัวถังและกล่องควบคุมบางตัวอาจเสียหาย ต้องรื้อพรม
ระดับ 3 - ท่วมถึงเบาะนั่งหรือคอนโซล: อันตรายสูง ทั้งระบบเครื่องยนต์และไฟฟ้าเสียหายหนัก แนะนำให้ยกไปอู่/ศูนย์ทันที อย่าพยายามจัดการเอง


ขั้นตอนที่ 2: การจัดการรถยนต์สันดาป (ICE - เบนซิน/ดีเซล) หากคุณประเมินแล้วว่าน้ำลดและต้องการตรวจสอบเบื้องต้น
ตัดวงจรไฟเปิดฝากระโปรง ถอดขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่ 12V ออกทันทีเพื่อป้องกันไฟลัดวงจรเพิ่มเติม
เช็ก "สี" ของของเหลว

  • ก้านวัดน้ำมันเครื่อง: ดึงออกมาดู หากน้ำมันเครื่องเปลี่ยนจากสีใส/ดำ เป็น "สีขุ่นเหมือนกาแฟใส่นม" แสดงว่าน้ำเข้าเครื่องยนต์แล้ว ห้ามสตาร์ท ต้องถ่ายน้ำมันเครื่องและล้างระบบ (Flushing) เท่านั้น
  • กรองอากาศ: เปิดหม้อกรองอากาศดู ถ้าไส้กรองเปียกชุ่ม แสดงว่าน้ำมีโอกาสเข้าเครื่องสูงมาก
  • ระบบเชื้อเพลิง : หากน้ำท่วมมิดถังน้ำมัน มีความเสี่ยงที่น้ำจะซึมเข้าถัง (โดยเฉพาะรถเก่าที่ซีลฝาถังเสื่อม) หากไม่แน่ใจ ควรให้ช่างถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทิ้งทั้งหมด


ขั้นตอนที่ 3: การจัดการรถยนต์ไฟฟ้า (EV / Hybrid)

⚠️ คำเตือนความปลอดภัยสูงสุด: ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง (High Voltage) ในรถ EV มีอันตรายถึงชีวิต แม้ระบบจะมี Safety ตัดไฟอัตโนมัติ แต่ความชื้นอาจทำให้เกิดไฟรั่วได้


  • สังเกตสายไฟสีส้ม ห้ามจับ สัมผัส หรือขยับสายไฟที่มี เปลือกหุ้มสีส้ม เด็ดขาด นั่นคือสายไฟแรงดันสูง
  • แบตเตอรี่ใต้ท้องรถ ก้มมองดูใต้ท้องรถ (ถ้าทำได้) ว่ามีการกระแทก หรือแบตเตอรี่บวมผิดปกติหรือไม่ ห้ามชาร์จไฟเด็ดขาด: แม้รถจะดูแห้งแล้ว แต่ความชื้นอาจสะสมในปลั๊กชาร์จหรือในระบบ On-board Charger การเสียบชาร์จอาจทำให้ระเบิดหรือไฟไหม้ได้
  • แบตเตอรี่ 12V รถ EV ก็มีแบตเตอรี่ลูกเล็ก (12V) เหมือนรถน้ำมัน ให้ถอดขั้วลบออกเช่นกันเพื่อตัดระบบไฟเลี้ยงกล่อง ECUสำหรับรถ EV หากน้ำท่วมถึงพื้นแบตเตอรี่ แนะนำให้ "สไลด์เข้าศูนย์บริการเท่านั้น" เพื่อให้ช่างใช้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบค่าความเป็นฉนวน (Insulation Resistance)


ขั้นตอนที่ 4: การกู้ชีพภายในห้องโดยสาร (ทำได้เองทุกคน) เมื่อมั่นใจว่าตัดระบบไฟแล้ว สิ่งที่เจ้าของรถควรทำทันทีเพื่อลดความเสียหายระยะยาว:

ระบายน้ำออก: รถส่วนใหญ่จะมี "จุกยางระบายน้ำ" อยู่ที่พื้นใต้พรม (ต้องรื้อพรมถึงจะเห็น) หากทำไม่เป็น ให้ใช้ฟองน้ำซับน้ำออกให้ได้มากที่สุด
เปิดประตูตากแดด: เปิดประตูทุกบาน จอดตากแดดแรงๆ เพื่อไล่ความชื้น
จัดการกับพรม: ถ้าพรมเปียกนิดหน่อย: ใช้ไดร์เป่าผม หรือ เครื่องดูดฝุ่นดูดน้ำ (Wet/Dry Vacuum) ถ้าพรมเปียกโชก ต้องรื้อออกมาซัก เพราะฟองน้ำใต้พรมจะอมน้ำเน่าไว้ ก่อให้เกิดเชื้อราและสนิมที่พื้นรถในระยะยาว (ถ้าถอดเองไม่เป็น ให้รีบดูดน้ำออกแล้วส่งร้านคาร์แคร์ที่รับซักพรมโดยด่วน)
ถอดขั้วปลั๊กไฟ (สำหรับคนพอมีความรู้ช่าง): ถอดปลั๊กเซนเซอร์ต่างๆ ที่อยู่ต่ำ เช่น ใต้เบาะ มาเป่าด้วยลม หรือฉีดสเปรย์ไล่ความชื้น (Contact Cleaner) ห้ามใช้โซเน็กซ์ (Sonax) ฉีดลงในแผงวงจรโดยตรง เพราะอาจทิ้งคราบน้ำมันที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าได้


สรุปสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเรียกช่าง

  • ถ่ายรูปรถทุกมุม และระดับน้ำที่ท่วม (เพื่อใช้เคลมประกัน)
  • ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยว่าคุ้มครอง "ภัยน้ำท่วม" หรือไม่ (ชั้น 1 มักคุ้มครอง, ชั้น 2+/3+ ต้องดูรายละเอียด)


ที่มา : บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้