Last updated: 8 ก.ค. 2569 | 92 จำนวนผู้เข้าชม |
บีโอไอชูนโยบาย “ทางสายกลาง” เปิดพื้นที่ให้ xEV เติบโตทุกเทคโนโลยี ล่าสุดอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนของ "บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด" ลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ "Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV)" พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก
EV-ROADS Insight | BOI ไฟเขียว 7.4 พันล้านบาท ผลิต Mazda MHEV จุดเปลี่ยนครั้งใหม่ของอุตสาหกรรม xEV เมื่อ "ทางสายกลาง" กำลังกลับมา
ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถูกขับเคลื่อนด้วยกระแส BEV เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของผู้ผลิตจีน การลงทุนโรงงานแบตเตอรี่ หรือการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ แต่การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ให้กับบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อปรับโรงงานรองรับการผลิต Mazda Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า "ยุคเปลี่ยนผ่าน" ของอุตสาหกรรมไม่ได้มีผู้ชนะเพียงเทคโนโลยีเดียว แต่กำลังเปิดพื้นที่ให้ xEV หลายรูปแบบเติบโตควบคู่กัน
Mazda เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักของรถ MHEV รุ่นใหม่ เพื่อจำหน่ายในประเทศ ส่งออกไปญี่ปุ่นและอาเซียน พร้อมเริ่มการผลิตในปี 2570 โดยโครงการจะยกระดับโรงงานด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และมาตรฐานการผลิตที่รองรับ Euro 6 รวมถึงการใช้พลังงานสะอาดในโรงงานมากขึ้น ขณะที่ BOI มองการลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ผลักดันประเทศไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV
สิ่งที่ Mazda กำลังทำ ไม่ใช่ "ชะลอ EV" แต่คือ Multi-Solution Strategy
หากมองจากภายนอก หลายคนอาจเข้าใจว่า Mazda เดินช้ากว่าคู่แข่งในตลาด EV แต่ในความเป็นจริง บริษัทกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ Multi-Solution Strategy ที่เชื่อว่าตลาดโลกไม่มีคำตอบเดียวสำหรับการลดคาร์บอน แต่ละประเทศมีโครงสร้างพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และพฤติกรรมผู้ใช้แตกต่างกัน จึงต้องใช้เทคโนโลยีหลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง MHEV, HEV, PHEV และ BEV แทนการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ BEV เพียงอย่างเดียว
สำหรับประเทศไทย แนวทางนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังต้องการรถใช้งานระยะไกล เติมน้ำมันได้ทันที แต่ต้องการความประหยัดและลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น ส่งผลให้ MHEV กลายเป็น "สะพานเชื่อม" ระหว่างรถสันดาปกับรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
เจาะลึก M Hybrid 24V และ 48V
ระบบ Mild Hybrid ของ Mazda ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนรถด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Integrated Starter Generator: ISG) ช่วยเครื่องยนต์ในช่วงที่ใช้พลังงานมากที่สุด เช่น การออกตัว การเร่งแซง และการเปลี่ยนเกียร์
ระบบ 24V ซึ่งใช้ในรถยนต์ขนาดเล็ก เน้นลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและเพิ่มความนุ่มนวลของระบบ i-Stop ขณะที่ระบบ 48V M Hybrid Boost ซึ่งใช้กับเครื่องยนต์รุ่นใหม่ของ Mazda จะมีมอเตอร์กำลังสูงกว่า รองรับการ Recuperation จากการเบรกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายแรงบิดเสริมในรอบต่ำ ทำให้เครื่องยนต์ทำงานในช่วงประสิทธิภาพสูงได้บ่อยขึ้น และลดการปล่อย CO₂ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อได้เปรียบสำคัญของ MHEV คือใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็ก น้ำหนักเพิ่มเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงดันสูงเหมือน HEV หรือ PHEV จึงมีต้นทุนต่ำกว่า ใช้พื้นที่น้อยกว่า และไม่กระทบความสามารถในการบรรทุกหรือพื้นที่ห้องโดยสาร
SKYACTIV-X เมื่อเครื่องยนต์เบนซินคิดแบบดีเซล
จุดแข็งที่ทำให้ Mazda แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น คือการพัฒนาเครื่องยนต์ Skyactiv-X ซึ่งใช้เทคโนโลยี Spark Controlled Compression Ignition (SPCCI)
หลักการคือ เครื่องยนต์ยังใช้หัวเทียนเหมือนเบนซินทั่วไป แต่สร้างสภาวะการเผาไหม้แบบ Compression Ignition คล้ายเครื่องยนต์ดีเซล ทำให้สามารถใช้ส่วนผสมเชื้อเพลิงแบบ Lean Burn ได้ในช่วงการขับขี่ส่วนใหญ่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพความร้อนสูงขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และปล่อย CO₂ ต่ำลง โดยยังคงความเรียบและรอบจัดแบบเครื่องยนต์เบนซิน
เมื่อ Skyactiv-X ทำงานร่วมกับระบบ M Hybrid มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยลดภาระเครื่องยนต์ในช่วงโหลดสูง ขณะที่ระบบ Regenerative Braking จะนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ กลายเป็นการผสมผสานระหว่างวิศวกรรมเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าที่แตกต่างจากแนวทาง Full Hybrid ของผู้ผลิตรายอื่น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง Mazda ไม่ได้พยายามแทนที่เครื่องยนต์สันดาป แต่พยายามทำให้เครื่องยนต์สันดาป "ฉลาดที่สุด" เท่าที่จะเป็นไปได้
เกมการแข่งขัน MHEV ไทย เริ่มร้อนขึ้น
ตลาด MHEV ในไทยกำลังเริ่มมีผู้เล่นชัดเจนมากขึ้น
Toyota ใช้ความแข็งแกร่งของระบบ Full Hybrid ซึ่งสั่งสมประสบการณ์มากกว่า 25 ปี และมี Economy of Scale สูงที่สุดในตลาด จุดแข็งคือความประหยัดและความน่าเชื่อถือ
Isuzu เลือกใช้ระบบ 48V Mild Hybrid กับรถกระบะและ PPV เพื่อเพิ่มแรงบิด ลดการสิ้นเปลือง และรักษาความสามารถในการลากจูง ซึ่งเหมาะกับตลาดเชิงพาณิชย์
ส่วน Mazda เลือกแข่งขันด้วย "Engineering Value" มากกว่าแข่งขันด้านตัวเลข โดยผสาน Skyactiv, M Hybrid และการควบคุมตัวรถแบบ Jinba Ittai ให้เป็นระบบเดียว จุดขายจึงอยู่ที่สมรรถนะ ความประณีต และประสบการณ์ขับขี่ มากกว่าการเคลมอัตราสิ้นเปลืองเพียงอย่างเดียว
นั่นทำให้การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ใช่การเปรียบเทียบว่า "ใครประหยัดที่สุด" แต่เป็น "ใครสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุด ภายใต้การปล่อยคาร์บอนต่ำ"
ผลกระทบต่อซัพพลายเชนไทย
อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้ตัวรถ คือผลต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
MHEV ใช้ชิ้นส่วนร่วมกับรถ ICE จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง เพลาขับ ระบบระบายความร้อน หรือโครงสร้างตัวถัง ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสามารถต่อยอดธุรกิจเดิมได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนผ่านแบบก้าวกระโดดเหมือน BEV
ขณะเดียวกัน ก็เริ่มเกิดความต้องการชิ้นส่วนใหม่ เช่น มอเตอร์ ISG อินเวอร์เตอร์ DC-DC Converter แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดเล็ก ระบบควบคุมพลังงาน และซอฟต์แวร์ควบคุม ซึ่งเป็นโอกาสให้ซัพพลายเออร์ไทยขยับเข้าสู่ Value Chain ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
หากผสานกับมาตรการของ BOI ที่ผลักดันการร่วมทุน การจับคู่ธุรกิจ และการพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียงฐานประกอบรถยนต์ แต่กำลังยกระดับสู่ฐานการผลิตระบบส่งกำลังไฟฟ้าและชิ้นส่วนอัจฉริยะของภูมิภาค
EV-ROADS วิเคราะห์
การลงทุนของ Mazda มูลค่า 7,400 ล้านบาท อาจมีขนาดเล็กกว่าเมกะโปรเจกต์โรงงาน BEV ของผู้ผลิตจีน แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ถือว่ามีน้ำหนักอย่างยิ่ง เพราะเป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นในประเทศไทย และมองว่าไทยจะเป็นฐานการผลิต xEV ที่หลากหลาย ไม่ใช่ฐานผลิต BEV เพียงอย่างเดียว
ที่สำคัญ การเลือกผลิต MHEV ในไทยยังสะท้อนว่า "เครื่องยนต์สันดาปยังไม่ถึงจุดจบ" หากได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด
ในระยะสั้น MHEV อาจไม่ใช่พระเอกของตลาดเหมือน BEV แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5-10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพเป็นคำตอบที่สมดุลที่สุด ทั้งในด้านต้นทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการของผู้บริโภค และความสามารถในการรักษาฐานการผลิตชิ้นส่วนเดิมของประเทศไทย

ดังนั้น ข่าวการลงทุนของ Mazda ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างรถรุ่นใหม่ แต่เป็นการวางหมากครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่อาจกำหนดทิศทางการแข่งขันของตลาด xEV ตลอดทศวรรษหน้า
ที่มา : เพจ BOI NEWS