ข้อมูลครึ่งปีแรก 2569 ที่ ส.อ.ท. เปิดเผยออกมามีประเด็นที่ "แรง" มากกว่าตัวเลขยอดขายธรรมดา คือ “BEV แซง ICE อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” และถ้านำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท (xEV = BEV+HEV+PHEV+EREV) มารวมกัน จะพบว่าทำสถิติทิ้งห่างรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปในตลาดรถยนต์นั่งไทยไปไกลกว่า 4 ช่วงตัวแล้ว
หากต้องเลือก "ตัวเลขเดียว" ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยออกมาเพื่ออธิบายตลาดรถยนต์ไทยในครึ่งแรกของปี 2569 ได้ดีที่สุด คงไม่ใช่ยอดขายรวมที่เติบโต 14.63% แต่น่าจะเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่า “โครงสร้างตลาดกำลังเปลี่ยนอย่างถาวร”
ระหว่างเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 ประเทศไทยมียอดขายรถยนต์รวม 346,966 คัน เพิ่มขึ้น 14.63% จากปีก่อน โดยรถยนต์นั่งครองสัดส่วนสูงถึง 240,426 คัน หรือ 69.29% ของตลาดทั้งหมด ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ลดลงเหลือเพียง 54,506 คัน ลดลงถึง 24.83% สวนทางกับรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 รถยนต์มียอดขาย 346,966 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 14.63 แยกเป็น รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 240,426 คัน เท่ากับร้อยละ 69.29 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 24.13 แยกย่อยเป็น
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 54,506 คัน เท่ากับร้อยละ 15.71 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 24.83
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 104,418 คัน เท่ากับร้อยละ 30.09 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 93.07
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 6,023 คัน เท่ากับร้อยละ 1.74 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 20.36
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 839 คัน เท่ากับร้อยละ 0.24 ของยอดขายทั้งหมด ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 74,640 คัน เท่ากับร้อยละ 21.51 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 20.23
(ที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.))
แต่เมื่อแยกดูรายละเอียด จะพบว่าตลาดไม่ได้กำลัง "เปลี่ยนผ่าน" อีกต่อไป หากกำลังเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว
xEV ครองเกือบ 80% ของตลาดรถยนต์นั่งเมื่อนำยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าทุกประเภทมารวมกัน ได้แก่ BEV, HEV, PHEV และ EREV จะมียอดขายรวมถึง 185,920 คัน ขณะที่ ICE เหลือเพียง 54,506 คัน
นั่นหมายความว่า รถยนต์ไฟฟ้าทุกรูปแบบมีสัดส่วนกว่า 77% ของตลาดรถยนต์นั่งไทย และมียอดขายมากกว่า ICE ถึง 3.4 เท่า
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ผู้บริโภคไทยไม่ได้กำลังเลือกระหว่าง "EV หรือไม่ EV" อีกแล้ว แต่กำลังเลือกว่า "จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบไหน"
HEV กลายเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมเสียบปลั๊ก ขณะที่ PHEV และ EREV เข้ามาเติมช่องว่างของคนที่ต้องการวิ่งไฟฟ้าแต่ยังมีความกังวลเรื่องระยะทาง ส่วน BEV กำลังเป็นตัวเลือกหลักของผู้ซื้อรถใหม่อย่างรวดเร็ว
BEV ชนะ ICE อย่างเบ็ดเสร็จถ้าจับมาเปรียบเทียบตรง ๆ ระหว่าง BEV กับ ICE ภาพยิ่งชัดเจน
ครึ่งปีแรก 2569 รถยนต์นั่ง BEV มียอดขาย 104,418 คัน เพิ่มขึ้นถึง 93.07%
ส่วน ICE มียอดขายเพียง 54,506 คัน ลดลง 24.83%
ตัวเลขบอกว่า BEV มียอดขายมากกว่า ICE เกือบ 2 เท่า และมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 30.09% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่ ICE เหลือเพียง 15.71% เท่านั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่ช่องว่างระหว่าง BEV กับ ICE ขยายออกอย่างชัดเจนในตลาดไทย และเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ "การแย่งลูกค้ากันเอง" แต่กำลังเป็นการดึงลูกค้าออกจากเครื่องยนต์สันดาปโดยตรง
ศึกไฟฟ้ารอบใหม่...HEV ยังใหญ่ แต่ BEV คือพระเอกแม้ HEV จะยังมียอดขายสูงถึง 74,640 คัน แต่การเติบโตอยู่ที่ประมาณ 20%
ตรงกันข้าม BEV เติบโตถึง 93%
PHEV มียอดขาย 6,023 คัน ส่วน EREV เพิ่งเริ่มตลาดที่ 839 คัน แต่กำลังกลายเป็นเซ็กเมนต์ที่หลายค่ายรถจีนเตรียมใช้เป็นอาวุธใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง
ภาพรวมจึงเริ่มแบ่งออกเป็น 4 สมรภูมิอย่างชัดเจน
- BEV คือกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด
- HEV เป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่ที่ยังแข็งแรง
- PHEV กำลังถูกบีบจากทั้งสองฝั่ง
- EREV คือผู้เล่นใหม่ที่น่าจับตา โดยเฉพาะในกลุ่ม SUV และรถครอบครัว
ครึ่งปีหลัง BEV ยังมีโอกาสโตต่อแนวโน้มตลาดในช่วงครึ่งปีหลังยังสนับสนุนการเติบโตของ BEV หลายด้าน
การแข่งขันด้านราคายังคงรุนแรง ผู้ผลิตจีนยังมีโมเดลใหม่ทยอยเปิดตัว โรงงานในประเทศไทยเริ่มเดินกำลังการผลิตมากขึ้น ต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จขยายตัวรวดเร็วทั้งในเมืองและเส้นทางหลัก
อีกปัจจัยสำคัญคือ ผู้บริโภคเริ่มมอง BEV เป็น "รถใช้งานจริง" มากกว่ารถทดลองใช้ ส่งผลให้ตลาดขยายจากกลุ่ม Early Adopter ไปสู่ตลาด Mass มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคาที่อาจกดกำไรของผู้ผลิต รวมถึงการสิ้นสุดมาตรการส่งเสริมบางส่วน และภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
ผู้ชนะและผู้แพ้ในอุตสาหกรรมหาก BEV ยังเติบโตในอัตราใกล้เคียงปัจจุบัน ผู้ได้รับประโยชน์ชัดเจนคือ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ โรงงานประกอบรถ EV ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และผู้ประกอบการด้านพลังงาน
แต่ในอีกด้าน ผู้ผลิตเครื่องยนต์ เกียร์ ระบบไอเสีย และชิ้นส่วนเครื่องยนต์แบบดั้งเดิมจะเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลคือ ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมรถกระบะและ ICE ซึ่งพึ่งพาชิ้นส่วนในประเทศจำนวนมาก อาจได้รับผลกระทบด้านกำลังการผลิต การจ้างงาน และรายได้ หากการเปลี่ยนผ่านเกิดเร็วเกินกว่าที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวทัน
ยิ่งเมื่อ ส.อ.ท. ปรับลดเป้าการผลิตรถยนต์ปี 2569 จาก 1.50 ล้านคัน เหลือ 1.45 ล้านคัน เนื่องจากแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก การส่งออก และการแข่งขันของ EV จีน ก็ยิ่งสะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
ที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)