"จาก 5,000 ล้านบาทสู่ 10,000 ล้านบาทในเวลาเพียง 4 เดือน! การตัดสินใจของธนาคารออมสินในการเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อีก 5,000 ล้านบาท" หลังวงเงินก้อนแรกถูกจัดสรรจนเต็ม ไม่ได้เป็นเพียงข่าวดีสำหรับคนที่กำลังจะซื้อรถ EV แต่กำลังส่งสัญญาณสำคัญถึง “ดีมานด์ที่แท้จริง” ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย
เพราะในวันที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ การที่สินเชื่อ EV ของธนาคารออมสินซึ่งเพิ่งเริ่มโครงการเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 สามารถใช้วงเงิน 5,000 ล้านบาทเต็มได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน จนต้องเพิ่มอีกเท่าตัว เป็นตัวเลขที่อุตสาหกรรมยานยนต์ควรจับตาอย่างจริงจัง
ไฮไลต์ :
- วงเงิน 10,000 ล้านบาทสามารถรองรับสินเชื่อรถได้ตั้งแต่หลักหมื่นคัน ขึ้นอยู่กับเงินดาวน์และวงเงินจัดไฟแนนซ์เฉลี่ยต่อคัน ดังนั้นวงเงินนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นแรงส่งเพิ่มเติมให้ตลาดรถใหม่ในช่วงที่เหลือของปีและต้นปีหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
- Soft Loan ของออมสินไม่ได้เลือกข้างระหว่างรถญี่ปุ่นกับรถจีน เพราะครอบคลุม HEV/PHEV/FCEV ไม่ได้จำกัดเฉพาะ BEV แต่ในเชิงการแข่งขัน มาตรการนี้กำลังเปลี่ยนสนามรบจาก “รถใครดีกว่า?” ไปสู่ “รถใครซื้อได้ง่ายกว่าและผ่อนแล้วคุ้มกว่า?”
สินเชื่อ EV ออมสินทะลุหมื่นล้านแล้ว! 5,000 ล้านแรกเต็ม — ออมสินเติมอีก 5,000 ล้านโครงการ Soft Loan GSB เพื่อสนับสนุนการปรับตัวด้านพลังงาน เริ่มต้นด้วยวงเงินรวม 5,000 ล้านบาทสำหรับสินเชื่อด้านพลังงาน รวมถึงการซื้อ EV โดยออมสินระบุว่ากระแสตอบรับดีและวงเงินในส่วน EV ถูกจัดสรรเต็มแล้ว จึงเพิ่มวงเงินอีก 5,000 ล้านบาท ทำให้ “กรอบสินเชื่อ EV เพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท” ภายใต้เงื่อนไขเดิม
จุดที่น่าสนใจคือ ออมสินไม่ได้เดินเกมด้วยการปล่อยสินเชื่อถึงผู้บริโภคโดยตรงทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินต้นทุนต่ำให้ ธนาคารและผู้ให้บริการสินเชื่อ/Non-Bank ที่เข้าร่วมโครงการ นำไปปล่อยต่อ โดยรอบแรกมีการจัดสรรให้ผู้ประกอบการรายละประมาณ 500 ล้านบาท และมีหลายรายเข้าร่วมโครงการ
รอบใหม่ 5,000 ล้านบาทจึงมีความหมายมากกว่าการ “เติมเงิน” เพราะเป็นการ
"เพิ่มกระสุนให้กับเครือข่ายไฟแนนซ์" หลายรายพร้อมกัน และหากวงเงินก้อนใหม่นี้ถูกใช้จนหมด ออมสินระบุว่าจะพิจารณาแนวทางในระยะต่อไปอีกครั้ง
พูดง่าย ๆ คือ ตลาดกำลังถูกทดสอบด้วยเงินจริง และรอบแรกผ่านการทดสอบแล้ว
เงื่อนไขสำคัญ: รถใหม่เท่านั้น ดอกเบี้ยไม่เกิน 5%โครงการครอบคลุม ยานยนต์ไฟฟ้ามือหนึ่ง ป้ายแดง โดยในกลุ่มรถยนต์รวม BEV, PHEV, HEV และ FCEV ขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าก็อยู่ในโครงการเช่นกัน
สำหรับรถยนต์ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้จ่าย ไม่เกิน 5% ต่อปี ส่วนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไม่เกิน 10% ต่อปี และดอกเบี้ยพิเศษครอบคลุมระยะเวลาผ่อน 5 ปี โดยเงื่อนไขอื่น เช่น เงินดาวน์ ระยะเวลาผ่อน และเกณฑ์อนุมัติ ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินหรือ Non-Bank แต่ละราย
ที่สำคัญคือ ไม่ครอบคลุมรถมือสอง และไม่รวมค่า Charger ที่จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้สินเชื่อหรือโปรโมชั่นของผู้จำหน่ายแต่ละราย
โครงการเปิดให้ยื่นกู้ถึง 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินจะหมด
อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือการคิดดอกเบี้ยแบบ ลดต้นลดดอก (Effective Rate) ซึ่งหมายความว่าดอกเบี้ยคำนวณจากเงินต้นคงเหลือ และหากผู้กู้สามารถโปะเงินต้นได้เร็ว ภาระดอกเบี้ยในงวดถัดไปก็จะลดลงตาม
แล้วนี่สะท้อนอะไรเกี่ยวกับตลาด EV?คำตอบแรกคือ ความต้องการซื้อรถ EV ยังไม่ได้หายไป
ข้อมูลตลาดล่าสุดจาก ส.อ.ท. สะท้อนภาพเดียวกัน เดือนมิถุนายน 2569 รถยนต์นั่ง BEV มียอดขาย 22,275 คัน เพิ่มขึ้น 140.47% จากปีก่อน และยอดขายสะสม 6 เดือนอยู่ที่ 104,418 คัน เพิ่มขึ้น 93.07% ขณะที่ยอดจดทะเบียน BEV สะสมช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายนอยู่ที่ 120,010 คัน เพิ่มขึ้น 73.79%
เฉพาะเดือนมิถุนายน BEV จดทะเบียนใหม่ 19,767 คัน เพิ่มขึ้น 53.16% YoY และยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดรถยนต์ไทยที่กำลังฟื้นตัว
ดังนั้น การที่วงเงินสินเชื่อ EV 5,000 ล้านบาทถูกใช้จนเต็ม จึงเกิดขึ้นในช่วงที่ ตัวรถเองก็ยังมี Momentum ทางตลาด
แต่ต้องระวังการตีความ:
“5,000 ล้านบาทไม่ใช่ยอดสินเชื่อ EV ทั้งประเทศไทย” และไม่ควรนำไปเทียบตรง ๆ กับยอดขายรถ EV ทั้งตลาด เพราะเป็นเพียงวงเงินของโครงการหนึ่งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มันเป็น ตัวชี้วัด Demand ที่มีคุณค่า เพราะสะท้อนว่ามีผู้ซื้อที่ต้องการเปลี่ยน “ความสนใจ” ให้กลายเป็น “การซื้อจริง” ผ่านสินเชื่อจำนวนมากพอที่จะใช้วงเงินโครงการเต็ม
ประเมินดีมานด์สินเชื่อ EV วันนี้: ยังมี แต่ “คุณภาพลูกหนี้” สำคัญขึ้นตลาดรถยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงที่สินเชื่อไม่ได้เปิดกว้างเหมือนอดีต ธปท. ระบุว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนและราคารถมือสองที่ลดลงทำให้สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อรถยนต์มากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายได้ต่ำหรือรายได้ไม่แน่นอน
ดังนั้น ตลาดวันนี้จึงไม่ได้มีโจทย์เพียงว่า “คนอยากซื้อ EV มากแค่ไหน?”
แต่คือ
“คนที่อยากซื้อ มีความสามารถในการผ่อนมากแค่ไหน?”นี่ทำให้ Soft Loan ของออมสินมีบทบาทเชิงโครงสร้าง เพราะช่วยลดต้นทุนเงินทุนของผู้ให้สินเชื่อ และเปิดพื้นที่ให้ไฟแนนซ์สามารถออกแพ็กเกจที่แข่งขันได้มากขึ้น โดยยังอยู่ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาความสามารถชำระหนี้ของแต่ละสถาบัน
หากคิดแบบหยาบ ๆ วงเงิน 10,000 ล้านบาทสามารถรองรับสินเชื่อรถได้ตั้งแต่หลักหมื่นคัน ขึ้นอยู่กับเงินดาวน์และวงเงินจัดไฟแนนซ์เฉลี่ยต่อคัน ดังนั้นวงเงินนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นแรงส่งเพิ่มเติมให้ตลาดรถใหม่ในช่วงที่เหลือของปีและต้นปีหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ให้สินเชื่อรายอื่นกำลังถูกกดดันความเคลื่อนไหวของออมสินมีผลต่อการแข่งขันในตลาดไฟแนนซ์อย่างชัดเจน
เพราะเมื่อมี
“ต้นทุนเงิน” ที่ต่ำเข้ามาในระบบ สิ่งที่จะแข่งขันกันต่อไปไม่ใช่เพียงดอกเบี้ย แต่รวมถึง
เงินดาวน์ + ระยะเวลาผ่อน + Approval Rate + โปรโมชั่น + มูลค่ารถหลังหมดสัญญา
ไฟแนนซ์ที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสใช้ต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้นมาสร้างข้อเสนอให้ลูกค้า ขณะที่ผู้ให้สินเชื่อรายอื่นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากวงเงินดังกล่าวก็ต้องหาวิธีรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ผลลัพธ์สุดท้ายอาจกลายเป็นการแข่งขันที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์มากที่สุด
แต่มีอีกด้านหนึ่งที่ต้องจับตา เพราะตลาดรถ EV มีความเสี่ยงเรื่อง Residual Value และราคามือสองที่ยังไม่นิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สถาบันการเงินต้องบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง
ดังนั้น การเพิ่มสินเชื่อ EV ไม่ได้แปลว่าไฟแนนซ์ควร “ปล่อยง่ายขึ้น” แต่หมายถึงต้องปล่อยให้ ฉลาดขึ้น
กระทบศึก “ญี่ปุ่น vs จีน” อย่างไร?ประเด็นนี้น่าสนใจที่สุด
เพราะ Soft Loan ของออมสินไม่ได้เลือกข้างระหว่างรถญี่ปุ่นกับรถจีน และในทางเทคนิคยังครอบคลุม HEV/PHEV/FCEV ไม่ได้จำกัดเฉพาะ BEV
แต่ในเชิงการแข่งขัน มาตรการนี้กำลังเปลี่ยนสนามรบจาก “รถใครดีกว่า?” ไปสู่
“รถใครซื้อได้ง่ายกว่าและผ่อนแล้วคุ้มกว่า?”ผู้ผลิตจีนที่ใช้กลยุทธ์ราคาแข่งขันสูงอยู่แล้ว สามารถใช้สินเชื่อที่มีต้นทุนทางการเงินดีขึ้นเป็นอีกเครื่องมือในการลด Monthly Payment และทำให้ราคารถที่ดูสูงในใบราคา กลายเป็นภาระต่อเดือนที่จับต้องได้มากขึ้น
ฝั่งญี่ปุ่นเองก็ไม่สามารถมองข้ามเกมนี้ เพราะจุดแข็งอย่างความน่าเชื่อถือ ศูนย์บริการ และมูลค่าขายต่อ จะต้องถูกแปลงให้กลายเป็น Financial Value ด้วย ไม่ใช่เพียง Brand Value
นี่อาจเป็นอีกเหตุผลที่การแข่งขันในตลาดรถไทยหลังจากนี้จะรุนแรงขึ้น แม้ยอดขายรวมจะไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดก็ตาม
ใครได้ประโยชน์?1. ผู้บริโภค — มีทางเลือกด้านสินเชื่อมากขึ้น และมีโอกาสได้ต้นทุนการผ่อนที่แข่งขันได้
2. ผู้ผลิตรถ EV — โดยเฉพาะแบรนด์ที่ต้องการเร่ง Conversion จากผู้สนใจให้กลายเป็นผู้ซื้อจริง
3. Dealer — สินเชื่อที่เข้าถึงง่ายขึ้นช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขาย โดยเฉพาะรถใหม่ป้ายแดง
4. ธนาคารและ Non-Bank ที่เข้าร่วมโครงการ — ได้แหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำเพื่อขยายสินเชื่อ โดยมีออมสินเป็นกลไกสนับสนุน
5. Ecosystem EV — เมื่อยอดรถใหม่เพิ่ม ความต้องการติดตั้ง Charger บริการหลังการขาย ประกันภัย อะไหล่ และบริการที่เกี่ยวข้องก็มีโอกาสขยายตาม
บทสรุป: 10,000 ล้านบาท อาจสำคัญกว่าตัวเลขที่เห็นสิ่งที่ออมสินกำลังบอกตลาดไม่ใช่แค่ “มีเงินเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท”
แต่คือ “มีคนต้องการซื้อรถ EV มากพอจนวงเงินก้อนแรกหมดเร็วกว่าที่คาด”
ในตลาดที่ยอดขาย BEV ครึ่งปีแรกเติบโตเกือบเท่าตัว การเพิ่มวงเงินสินเชื่อจึงเป็นอีกชิ้นส่วนที่ช่วยยืนยันว่า EV ไทยกำลังขยับจากตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยโปรโมชั่น ไปสู่ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย Demand + Financing + Competitive Pricing
และเกมต่อจากนี้อาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครขายรถได้ถูกที่สุด
แต่อาจวัดกันว่า ใครทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า
“รถคันนี้ซื้อไหว” ได้เก่งที่สุด
นั่นคือสนามแข่งขันใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังเปิดขึ้นพร้อมกับวงเงิน Soft Loan ก้อนใหม่ 5,000 ล้านบาท