ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ GAC เข้ามาทำตลาดประเทศไทยในปี 2023 ชื่อของ GAC AION ยังถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังร้อนแรง และต้องเผชิญกับการแข่งขันจากทั้งแบรนด์จีนด้วยกันเองที่เข้ามาก่อนหน้า รวมถึงผู้ผลิตญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรปที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า
แต่เมื่อเดินทางมาถึงเดือนกันยายน 2026 ภาพของ GAC ในประเทศไทยเปลี่ยนไปมาก ยืนยันได้จากตัวเลขสถิติ 5 ด้าน
1.ยอดจดทะเบียนสะสม 34,898 คัน (ตั้งแต่ปี 2023–สิงหาคม 2026)
2.ยอดผลิตรถจากโรงงานที่ระยอง 10,000 คัน
3.ยอดจดทะเบียนสะสมรถแท็กซี่ไฟฟ้า 5 เดือนแรก (ม.ค. – พ.ค. 2026) 1,277 คัน ครองอันดับ 1 ในตลาด
4.เครือข่ายสถานีชาร์จกระจายกว่า 300 จุด
5.ยอดรวมสาขาเครือข่าย 73 สาขา ครอบคลุม 40 จังหวัด
ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่า GAC ใช้เวลา 3 ปีสร้างโครงสร้างธุรกิจขึ้นมาในประเทศไทยได้เร็วเพียงใด
และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อดูรายละเอียด จะพบว่า GAC ไม่ได้พยายามเล่นเกมด้วย “รถยนต์นั่งส่วนบุคคล” เพียงสนามเดียว
แต่กำลังค่อย ๆ สร้างฐานตั้งแต่ รถยนต์ไฟฟ้าราคาจับต้องได้ รถเอสยูวี รถระดับพรีเมียม รถขนส่งสาธารณะ ไปจนถึงโรงงาน พลังงาน สถานีชาร์จ และการสร้างบุคลากร
นี่คือเรื่องที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลข 34,898 คัน
การสร้าง “ฐานเพื่อทำตลาดระยะยาว”หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญที่สุดของ GAC คือการตัดสินใจลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทย
ในช่วงปี 2566 มีการประกาศแผนการลงทุนระยะยาวครั้งแรก มีการประเมินมูลค่าโครงการรวมสำหรับการขยายโรงงานเฟสแรกและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น แบตเตอรี่ ไว้สูงถึง 1,300 ล้านหยวน หรือประมาณ 6,400 ล้านบาท แต่โรงงานเฟสแรกสร้างเสร็จสิ้นในปี 2567 เม็ดเงินลงทุน 2,300 ล้านบาท
โรงงาน GAC AION ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 บนพื้นที่ 85,000 ตารางเมตร และมีกำลังการผลิตสูงสุด 50,000 คันต่อปี
ปัจจุบันโรงงานเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 3 และผลิตรถยนต์ในประเทศไทยครบ 10,000 คันแล้ว โดยใช้ระบบการผลิตที่สามารถรองรับรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นบนสายการผลิตเดียวกัน ขณะที่ AION V และ AION UT เป็นหนึ่งในรุ่นที่ผลิตในไทย
จุดนี้มีความหมายในเชิงธุรกิจมากกว่าคำว่า “ผลิตในไทย”เพราะในตลาดที่การแข่งขันด้านราคาสูงมาก การนำเข้ารถทั้งคันจากต่างประเทศมีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน ระยะเวลาขนส่ง และความยืดหยุ่นในการบริหารสินค้า
การมีฐานผลิตในประเทศทำให้ GAC สามารถลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ตอบสนองความต้องการของตลาดได้เร็วขึ้น และที่สำคัญคือสามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานต่อยอดส่งออกรถไปยังตลาดพวงมาลัยขวาในภูมิภาคได้
ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานยังมีสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศอยู่ที่ 45% และบริษัทประกาศว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
พูดง่าย ๆ คือ GAC ไม่ได้มองประเทศไทยเป็นเพียง “ตลาดขายรถ”
แต่กำลังพยายามเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็น ฐานธุรกิจ
34,898 คัน อาจสำคัญกว่าที่เห็นยอดจดทะเบียนสะสม 34,898 คัน ในช่วงปี 2023–สิงหาคม 2026 คือหมุดหมายหลักของการครบรอบ 3 ปี
สิ่งที่น่าสนใจคือเส้นทางของยอดขายไม่ได้เติบโตจากรถเพียงรุ่นเดียว
ในเดือนมกราคม 2026 GAC ทำสถิติยอดจดทะเบียนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มทำตลาดประเทศไทยที่ 5,584 คัน เพิ่มขึ้น 438% จากปีก่อนหน้า และทำให้ GAC ขยับขึ้นสู่อันดับ 7 ของตลาดรถยนต์รวมในเดือนนั้น พร้อมส่วนแบ่งตลาด 6%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอีกเรื่องหนึ่ง
นั่นคือ GAC เริ่มมี “ความกว้าง” ของกลุ่มผลิตภัณฑ์มากพอที่จะกระจายยอดขายได้
- AION UT เข้ามาจับตลาดรถไฟฟ้าขนาดเล็ก
- AION Y Plus อยู่ในกลุ่มเอสยูวี
- AION V ขยับขึ้นไปอีกระดับ
- ขณะที่ HYPTEC HT ทำหน้าที่ในตลาดรถไฟฟ้าระดับพรีเมียม
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเดือนมกราคม 2026 AION UT มียอดจดทะเบียน 1,519 คัน, AION Y Plus 1,791 คัน, AION V 1,267 คัน และ HYPTEC HT 551 คัน
ดังนั้น ความสำเร็จของ GAC จึงไม่ได้อยู่ที่ “มีรถรุ่นฮิตแค่หนึ่งรุ่น”
แต่เริ่มเปลี่ยนเป็น การมีหลายรุ่นช่วยกันสร้างฐานลูกค้า
AION UT กับบทพิสูจน์ว่า GAC เริ่มจับตลาดไทยได้แม่นขึ้นถ้ามองหารถที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ GAC ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา AION UT เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุด
ในงาน Bangkok International Motor Show 2025 GAC ทำยอดจองรวม 7,018 คัน เป็นอันดับ 2 ในกลุ่มแบรนด์รถไฟฟ้า และอันดับ 3 ของแบรนด์รถยนต์ทั้งหมดในงาน ขณะที่ AION UT เพียงรุ่นเดียวทำยอดจองได้ 4,568 คัน
ต่อมาในเดือนธันวาคม 2025 AION UT ทำยอดขาย 1,080 คัน ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มรถไฟฟ้า B-Segment ในเดือนนั้น และในช่วงมีนาคม–มิถุนายน 2026 ยังรักษาอันดับ 3 ของยอดจดทะเบียนสะสมในกลุ่มดังกล่าวต่อเนื่อง 4 เดือน ด้วยยอดสะสม 4,422 คัน
นี่เป็นสัญญาณที่น่าสนใจในเชิงการแข่งขัน
เพราะตลาดรถไฟฟ้าขนาดเล็กเป็นสนามที่ไม่ได้แข่งกันเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่แข่งกันเรื่อง ราคา ความคุ้มค่า การใช้งานในเมือง ความเชื่อมั่น และความพร้อมหลังการขาย
การที่ AION UT ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มผู้นำได้ แปลว่า GAC เริ่มสามารถเปลี่ยนจุดแข็งด้านต้นทุนและเทคโนโลยีให้กลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงตลาดวงกว้างได้มากขึ้น
อีกสนามที่ GAC เลือกเดินเกมต่างจากคู่แข่ง: ตลาดรถขนส่งสาธารณะนี่อาจเป็นหนึ่งในการทำตลาดที่น่าสนใจของ GAC ในประเทศไทย
เพราะ GAC ไม่ได้หยุดอยู่กับตลาดรถยนต์ส่วนบุคคล
แต่ลงไปจับตลาดรถแท็กซี่และรถขนส่งสาธารณะโดยตรง
AION ES ถูกพัฒนาและนำมาใช้งานในตลาดแท็กซี่ โดยก่อนหน้านี้มีการส่งมอบรถแท็กซี่ AION ES จำนวน 500 คันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ ก่อนขยายไปยังขอนแก่น โดยมีการส่งมอบอีก 200 คัน
ที่สำคัญ ในช่วงมกราคม–พฤษภาคม 2026 GAC AION มียอดจดทะเบียนในตลาดรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า 1,277 คัน ครองอันดับ 1 และเติบโตถึง 330% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นี่ไม่ใช่เพียงยอดขายรถอีกประเภทหนึ่ง
เพราะรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะมีลักษณะการใช้งานต่างจากรถบ้านอย่างสิ้นเชิง รถหนึ่งคันอาจวิ่งแทบตลอดวัน ต้นทุนพลังงานและค่าบำรุงรักษาจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าความหรูหราหรือภาพลักษณ์
หาก GAC สามารถเข้าไปยึดตลาดนี้ได้มากขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือจำนวนรถที่ใช้งานหนักบนถนนเพิ่มขึ้น และทำให้แบรนด์มีโอกาสสร้างชื่อเสียงจาก “การใช้งานจริง” ได้เร็วกว่าเดิม
ความร่วมมือกับ Grab ในปี 2025 จึงเป็นอีกก้าวที่น่าจับตา เพราะเป็นการเชื่อมรถยนต์เข้ากับระบบบริหารจัดการรถโดยสารและผู้ขับขี่โดยตรง
สถานีชาร์จ 300 แห่ง: สิ่งที่ขายจริงไม่ใช่แค่รถในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า การขายรถโดยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับย่อมทำให้ลูกค้าลังเล GAC จึงเดินเกมอีกด้านควบคู่กัน ปัจจุบันบริษัทระบุว่ามีเครือข่ายสถานีชาร์จกว่า 300 จุด จากทั้งการลงทุนเองและความร่วมมือกับพันธมิตร
ในช่วงแรก AION เข้าร่วมมือกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและพันธมิตรกว่า 18 บริษัท เพื่อเชื่อมโครงข่ายสถานีชาร์จ ต่อมาเข้าร่วมกับ PEA ศึกษาการเชื่อมต่อระบบชาร์จเข้ากับ PEA VOLTA รวมทั้งรุกขยายสถานีชาร์จผ่าน GAC Energy เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศ” อย่างครบวงจร
73 สาขาใน 40 จังหวัด กับโจทย์ที่ยากกว่ายอดขายอีกหนึ่งตัวเลขที่ไม่ควรมองข้ามคือเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ 73 สาขา ครอบคลุม 40 จังหวัด
สำหรับแบรนด์ที่เพิ่งเข้าตลาดมา 3 ปี การสร้างเครือข่ายระดับนี้ถือเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนไม่น้อย แต่ในทางกลับกัน เครือข่ายก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดในการลดความกังวลของผู้ซื้อรถจีน
เพราะเมื่อรถมีราคาหลายแสนถึงหลักล้านบาท สิ่งที่ลูกค้าถามไม่ได้มีแค่ “รถดีไหม”
แต่มีคำถามว่า
- ถ้าเสียจะซ่อมที่ไหน?
- อะไหล่มีหรือไม่?
- อีก 5 ปีศูนย์บริการยังอยู่หรือเปล่า?
GAC จึงพยายามตอบโจทย์นี้ด้วย GAC Care ทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง การจัดการอะไหล่ การอัปเดตซอฟต์แวร์ และการรับประกันชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งานตามเงื่อนไขบริษัท
3 ปีแรกเป็นเพียง “การสร้างฐาน” ไม่ใช่เส้นชัย
ถ้ามอง GAC ในประเทศไทยผ่านยอดขายอย่างเดียว เราอาจสรุปง่าย ๆ ว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์จีนที่ประสบความสำเร็จในตลาดรถไฟฟ้าในไทย
แต่เมื่อเอาตัวเลขทั้งหมดมาวางเรียงกัน ภาพจะต่างออกไป
- 34,898 คัน คือฐานลูกค้า
- 73 สาขา คือเครือข่าย
- 40 จังหวัด คือการกระจายตัว
- 50,000 คันต่อปี คือศักยภาพการผลิต
- 10,000 คัน คือจำนวนรถที่ผลิตในไทยแล้ว
- 300+ สถานีชาร์จ คือโครงสร้างพื้นฐาน
- และ 1,277 คันในตลาดรถโดยสารสาธารณะใน 5 เดือนแรกของปี 2026 คือหลักฐานว่า GAC กำลังมองตลาดกว้างกว่ารถบ้าน
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา GAC ได้วางหมากไว้เกือบครบทุกช่องแล้ว
ส่วนเกม 3 ปีต่อจากนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ฐานที่สร้างขึ้นนั้นแข็งแรงพอจะเปลี่ยนเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจจริงหรือไม่
ที่มา : GAC AION ประเทศไทย