X

สวนนงนุช พัทยา ปักหมุดสถานีชาร์จ EV พลังแดด ขนาด 3.5 เมกะวัตต์!

Last updated: 1 ต.ค. 2569  |  121 จำนวนผู้เข้าชม  | 

“สวนนงนุช พัทยา” ปักหมุดสถานีชาร์จพลังแดด

"สวนนงนุช พัทยา ปักหมุดสถานีชาร์จ EV พลังแดด จากโซลาร์รู๊ฟท็อปขนาด 3.5 เมกะวัตต์" เฟสแรกติดตั้ง DC Fast Charger 160 kW จำนวน 4 ช่องจอด (CCS2) และ AC Charger ขนาด 22 kW จำนวน 8 ช่องจอด (Type 2) ใช้งานผ่านแอป Evolt

ไม่ธรรมดา! ล่าสุด “กำพล ตันสัจจา” แห่งสวนนงนุช พัทยา เอาหลังคาลานจอดรถมาเป็นทั้งร่มเงา โรงไฟฟ้าขนาดย่อม และจุดเติมพลังให้รถยนต์ไฟฟ้าในคราวเดียวกัน เรียกว่าจอดรถใต้แผงโซลาร์เซลล์ แล้วชาร์จรถด้วยพลังงานที่ผลิตอยู่เหนือศีรษะ ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่กำลังกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม และศูนย์การค้าต้องจับตา



โครงการนี้ใช้งบกว่า 60 ล้านบาท ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3,503 กิโลวัตต์พีก หรือราว 3.5 เมกะวัตต์พีก ครอบคลุมลานจอดรถขนาดกว่า 20 ไร่ พร้อมสถานีชาร์จ จุดที่ต้องใช้ตัวเลขให้ถูกคือ นี่ไม่ใช่โซลาร์ขนาด 3.5 กิโลวัตต์แบบติดบ้าน แต่เป็นระดับ “หลายเมกะวัตต์” ซึ่งใหญ่พอจะป้อนไฟให้ใช้ได้เกือบทั้งพื้นที่ในช่วงเวลากลางวัน

ตามข้อมูล สถานีมีหัวชาร์จ AC กำลัง 22 กิโลวัตต์ จำนวน 8 ช่องจอด ใช้หัว Type 2 สำหรับคนที่ตั้งใจจอดแล้วเดินเที่ยวหลายๆชั่วโมง และมีหัวชาร์จเร็ว DC FASTCHARGE กำลัง 160 กิโลวัตต์ จำนวน 4 ช่องจอด ใช้หัว CCS2 สำหรับคนที่ต้องการเติมแล้วไปต่อทันที

แต่งานต้องอ่านตัวเลขอย่างมีสติ: กำลัง 160 กิโลวัตต์คือกำลังสูงสุดของตู้ ไม่ได้แปลว่ารถทุกคันจะรับไฟได้เต็มจำนวน เพราะรถแต่ละรุ่นรับไฟไม่เท่ากัน และบางตู้แบ่งกำลังระหว่างรถที่ชาร์จพร้อมๆกัน



ไทม์ไลน์ของเรื่องนี้เดินมาเป็นจังหวะตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 สวนนงนุชลงนามสัญญาติดตั้งระบบโซลาร์แบบเบ็ดเสร็จกับบริษัท อิเรเดี๊ยน โซล่า จำกัด จากนั้น 5 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการ โดยตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ล่าสุด สถานี Evolt@สวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการแล้วเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

สิ่งที่ยังไม่มีการเปิดเผยละเอียดคือ มูลค่าลงทุนเฉพาะส่วนตู้ชาร์จ ปริมาณไฟที่ผลิตได้จริงต่อปี ระบบกักเก็บพลังงาน และเงื่อนไขการเข้าถึงของคนที่ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าสวน



ข้อเด่นของโมเดลนี้ไม่ใช่คำว่า “ฟรี” แต่คือการบริหารต้นทุนและประสบการณ์ลูกค้า ระยะสั้น ผู้ใช้ได้ที่จอดในร่ม รถไม่ร้อน และมีเวลาชาร์จพอดีกับเวลาเดินเที่ยว ส่วนเจ้าของสถานที่ได้ลดค่าไฟกลางวันจากการใช้เองในพื้นที่ ซึ่งโดยปกติคุ้มกว่าการขายไฟออกไปไกล ๆ ระยะยาว แผงโซลาร์ช่วยตรึงต้นทุนพลังงานบางส่วน ลดความผันผวนของค่าไฟ และเพิ่มน้ำหนักให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสีเขียว

แต่เหรียญอีกด้านก็มีอยู่เต็มมือ ต้นทุนแรกเริ่มสูง (ตามข่าวบอกว่า 60 ล้านบาท) แผงต้องล้าง อินเวอร์เตอร์มีอายุใช้งาน และพื้นที่ชายฝั่งต้องระวังความชื้นกับไอเกลือจากทะเล ที่สำคัญ สถานีชาร์จเร็วต้องมีระบบไฟฟ้ารองรับโหลดสูงอยู่ดี เพราะแดดไม่ใช่สวิตช์ที่เปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากในอนาคตจะไปให้สุดทาง สถานีลักษณะนี้ควรต่อยอดด้วยแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ระบบควบคุมการชาร์จตามปริมาณแดด และราคาที่จูงใจให้ลูกค้ามาชาร์จช่วงกลางวัน



เรื่องราคา ยังไม่พบประกาศเป็นตัวเลขตายตัวต่อสาธารณะ โดย Evolt ให้เจ้าของพื้นที่กำหนดราคาได้ต่างกันตามทำเลและประเภทหัวชาร์จ หากอิงช่วงราคาตู้ DC ของ Evolt ในตลาดปัจจุบัน ค่าชาร์จที่สมเหตุสมผลน่าจะอยู่ราว 8-10 บาทต่อหน่วย โดยจุดที่ 9 บาทต่อหน่วยน่าจะเป็นตัวเลขกลาง ๆ ที่แข่งขันได้กับทำเลท่องเที่ยว เติมพลังงาน 30 หน่วยก็จ่ายราว 270 บาท ส่วน AC อาจคิดเป็นรายชั่วโมง เช่น 60 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งผู้ใช้รถควรคำนวณตามกำลังรับไฟของรถตัวเอง ไม่ใช่ดูราคาอย่างเดียว

เทียบกับสถานีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่คิดหัวชาร์จ 100-299 กิโลวัตต์อยู่ที่ราว 5.90-6.90 บาทต่อหน่วยตามช่วงเวลา สวนนงนุชอาจไม่ได้ “ถูกที่สุด” แต่กำลังขาย “ความสะดวกที่มีเรื่องเล่า” มากกว่า ชาร์จรถระหว่างเที่ยวสวน มีร่มเงา มีร้านอาหาร มีจุดพัก และได้ภาพจำว่าตัวเองกำลังเลือกพลังงานสะอาด นี่คือสูตรเดียวกับห้าง โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยวที่เริ่มพบว่า รายได้จากไฟอาจไม่ใช่พระเอก แต่รายได้จากเวลาที่ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ต่างหากที่น่าสนใจกว่า

คนอยู่เบื้องหลังอย่าง "กำพล ตันสัจจา" ผู้ก่อตั้งสวนนงนุช ประวัติไม่ธรรมดา เขาจบด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยอาร์คันซอ สหรัฐอเมริกา ก่อนขยายสวนนงนุชจากสวนดอกไม้ให้เป็นธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีทั้งภูมิสถาปัตย์ การแสดง โรงแรม และกิจกรรมระดับนานาชาติ

ในเชิงการแข่งขัน สวนนงนุชชนะในเรื่องเวลาของนักท่องเที่ยวที่ยาวพอให้ชาร์จ AC ได้อย่างมีเหตุผล และยังมี DC ไว้รับรองนักเดินทางที่ต้องการไปต่อทันที

โจทย์ที่ต้องจับตาคือ สถานีเปิดให้รถทั่วไปเข้าใช้ได้สะดวกเพียงใด มีค่าจอดหรือค่าบัตรผ่านประตูหรือไม่ และตู้พร้อมใช้งานจริงสม่ำเสมอแค่ไหน



งานนี้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ตรง ๆ จากการมีจุดชาร์จเพิ่มขึ้น ได้ทางเลือกในการเดินทางไกล และเริ่มเห็นว่าการซื้อรถไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องผูกชีวิตไว้กับการชาร์จที่บ้านเพียงอย่างเดียว

ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทยได้ประโยชน์ในภาพใหญ่ เพราะสถานีรูปแบบนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องการเดินทาง และโยงรถไฟฟ้าเข้ากับธุรกิจท่องเที่ยว พลังงานก่อสร้าง ระบบดิจิทัล และบริการหลังการขาย

ประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าล้วนสะสมแตะ 387,000 คันแล้วในไตรมาส 2 ปี 2569 ตลาดจึงกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องแข่งกันเรื่องคุณภาพ ไม่ใช่แค่ปักหมุดบนแผนที่

ในระยะสั้นจะเห็นหลังคาโซลาร์เหนือที่จอดรถผุดตามโรงแรม รีสอร์ต ห้าง และศูนย์ประชุมมากขึ้น ระยะต่อไป คนชนะจะไม่ใช่เจ้าของแผงที่ผลิตไฟได้มากที่สุด แต่เป็นเจ้าของพื้นที่ที่บริหารแสงแดด แบตเตอรี่ ตู้ชาร์จ ราคา และเวลาของลูกค้าได้คุ้มที่สุด

สวนนงนุชกำลังทดลองให้เห็นว่า “ลานจอดรถ” ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่รอคอยอีกต่อไป มันอาจเป็นทั้งโรงไฟฟ้า จุดชาร์จ และเครื่องมือดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ในเวลาเดียวกัน และถ้าทำได้จริงแบบไม่เขียวแค่ป้าย นี่อาจเป็นอีกโมเดลที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยหยิบไปต่อยอดได้ไกลกว่าที่คิด

ที่มา : เว็บไซต์ สวนนงนุช พัทยา Nongnooch World Pattaya

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้