Last updated: 24 ต.ค. 2569 | 104 จำนวนผู้เข้าชม |
เปิงขนาด! เชียงใหม่ก้าวสู่มิติใหม่แห่งการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับเวิร์ลคลาส เมื่อ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ "AWC" ผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่นในเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการ “Chiang Mai Tram by Lannatique” รถแทรมไฟฟ้านำเที่ยวพลังงานสะอาด 100% สายแรกของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมล้านนา และวิถีชุมชนรอบคูเมืองกว่า 15 สถานี เพื่อยกระดับเชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางด้านศิลปวัฒนธรรมระดับโลก ช่วยพลิกโฉม “ย่านช้างคลาน” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณค่าสูง เปิดตัวไปเมื่อเมื่อ 21 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
เจาะลึกอัตลักษณ์ “แทรม EV ล้านนา” พิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่บนล้อยาง
ไฮไลต์ที่สะดุดตาที่สุดหนีไม่พ้น ดีไซน์ตัวรถแทรมไฟฟ้า ที่ได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงให้เป็นเสมือนงานศิลปะเคลื่อนที่รอบคูเมืองเชียงใหม่ ตัวรถภายนอกคุมโทนด้วยสีเขียวคลาสสิกสลับกับงานไม้สีน้ำตาลอบอุ่น บริเวณขอบหลังคาและกรอบไฟหน้าได้รับการตกแต่งด้วย ลวดลายฉลุสไตล์ล้านนาโบราณ (ลายแตะรวงผึ้งและลายกนกเครือเถา) สีทองอร่ามอย่างประณีต
ด้านข้างตัวรถตกแต่งด้วยการ ห้อยโคมยี่เป็งสีขาวนวลรูปทรงแปดเหลี่ยมตามแบบฉบับดั้งเดิม ขนาบข้างหน้าต่างบานใหญ่เปิดรับทัศนียภาพเมืองเก่า

ภายในห้องโดยสารเลือกใช้วัสดุพรีเมียมบุด้วยผ้าทอพื้นเมืองลวดลายเอกลักษณ์ล้านนา พื้นลายไม้ธรรมชาติให้ความรู้สึกหรูหราแต่เข้าถึงได้ ผสมผสานระบบปรับอากาศและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอย่างลงตัว ทำให้การนั่งรถแทรมไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่เป็นการดื่มด่ำกับมรดกทางวัฒนธรรมตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวขึ้นรถ
จากอดีต “รถราง” สู่ “รถแทรมไฟฟ้า 100%”
คำว่า “รถแทรม” (Tram) หรือ “รถราง” มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับศตวรรษ ในอดีตเคยเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักที่วิ่งบนรางเหล็กกลางถนน ได้รับความนิยมอย่างสูงในแถบยุโรปและอเมริกา เช่น ซานฟรานซิสโก ลิสบอน และ เมลเบิร์น ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและรถบัส
ประเทศไทยเคยเปิดให้บริการ รถรางกรุงเทพ เป็นระบบขนส่งมวลชนในเขตพระนครและกรุงเทพมหานคร ระหว่าง พ.ศ. 2431 ถึง พ.ศ. 2511 (รวมระยะเวลา 80 ปี) โดยถือเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียที่มีระบบรถราง และเป็นประเทศแรกในโลกที่นำกำลังไฟฟ้ามาใช้ในการเดินรถราง
ยุคสมัยของรถรางในไทย
ยุครถรางม้าลาก (พ.ศ. 2431 – 2437): เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2431 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยใช้ม้าลากจูงตัวรถไปตามราง
ยุครถรางไฟฟ้า (พ.ศ. 2437 – 2511): ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2437 ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 7 ก่อนจะถูกทยอยยกเลิกและปิดให้บริการอย่างถาวรเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2511 เนื่องจากปัญหาการจราจรหนาแน่นและขาดทุน
ปัจจุบัน "แทรม" ได้ถูกปัดฝุ่นและวิวัฒนาการใหม่สู่ "รถแทรมล้อยางไฟฟ้า" (Rubber-Tired Electric Tram) ที่ไม่จำเป็นต้องขุดถนนวางรางเหล็กให้ยุ่งยาก แต่ยังคงเสน่ห์ความคลาสสิกและการเคลื่อนตัวที่นุ่มนวลเอาไว้
สำหรับ Chiang Mai Tram by Lannatique ขับเคลื่อนด้วยสเปกพลังงานสะอาด 100% (Pure EV) (เบื้องต้นคาดว่าเป็นผลงานของ “อรุณพลัส” ในเครือ ปตท.) ที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งชมเมืองโดยเฉพาะ:
ระบบขับเคลื่อน: มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (Dual Motor) กระจายแรงบิดสู่ล้ออย่างนุ่มนวล เหมาะกับสภาพถนนเมืองเก่าและทางราบสลับเนินแบบเชียงใหม่
ความจุแบตเตอรี่: แบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟต (LFP) ขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน
ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ: วิ่งได้ระยะทางสูงสุดกว่า 200-250 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ซึ่งครอบคลุมการวิ่งวนรอบคูเมืองและย่านท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งวัน
อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน: บริหารจัดการพลังงานได้อย่างคุ้มค่าเฉลี่ยเพียง 0.8 - 1.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลเมตร พร้อมระบบ Regenerative Braking ที่ช่วยปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ทุกครั้งที่ชะลอรถ
เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองสะอาด โครงการนี้ได้เชื่อมต่อกับ สถานีชาร์จเด่นๆ ในเชียงใหม่ โดยเฉพาะสถานีชาร์จความเร็วสูง FAIR Super Charge และเครือข่าย Onecharge App ที่กระจายตัวอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์รอบเมือง เช่น บริเวณห้างสรรพสินค้า โรงแรมในเครือ AWC ย่านช้างคลาน และพื้นที่พาณิชยกรรมหลัก ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบขนส่งสีเขียวนี้จะรันได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่มีสะดุด
การขยับตัวของบิ๊กโปรเจกต์หมื่นล้านภายใต้แนวคิด AWC Sustainable & Cultural Journey ในครั้งนี้ ส่งแรงกระเพื่อมเชิงบวกในวงกว้างถึง 3 มิติหลัก:
1. จังหวัดเชียงใหม่ได้อะไร?
เชียงใหม่ได้โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ช่วย ลดมลพิษ ปลอดฝุ่นควัน และลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตเมืองเก่าได้อย่างเป็นรูปธรรม การกระจายเส้นทางผ่าน 15 สถานีหลัก ช่วยดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลเข้าสู่ร้านค้า คาเฟ่ แกลเลอรี และชุมชนท้องถิ่นตลอดเส้นทางอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่จุดใดจุดหนึ่ง ยกระดับเมืองสู่การเป็น Smart City คาร์บอนต่ำ
2.ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้ประโยชน์อย่างไร?
นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์เดินทางระดับพรีเมียมที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว สามารถวางแผนท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อผ่านระบบ "จอดแล้วจร" (Park & Ride) โดย AWC ได้เตรียมพื้นที่จอดรถส่วนตัวบริเวณรอบนอกเมืองไว้รองรับกว่า 1,500 คัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวจอดรถทิ้งไว้แล้วนั่งแทรมไฟฟ้าเข้าเมืองได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องปวดหัวกับหาที่จอดรถในตรอกซอกซอยอันคับแคบของคูเมือง
3.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยได้ประโยชน์อะไร?
โครงการนี้ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการทดสอบระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้าขนาดใหญ่ในเมืองท่องเที่ยว (Commercial EV Rollout) กระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน การซ่อมบำรุง และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการสถานีชาร์จและซัพพลายเชนตื่นตัวในการขยายโครงสร้างพื้นฐานออกสู่ต่างจังหวัดอย่างจริงจัง
เกมพลิกโฉม “ย่านช้างคลาน” และศึกชิงน่านน้ำการท่องเที่ยวคุณค่าสูง
มองในมุมการแข่งขันทางธุรกิจ การเปิดตัว Chiang Mai Tram by Lannatique ไม่ใช่แค่การทำ CSR หรือทำรถนำเที่ยวเก๋ๆ แต่คือ "ยุทธศาสตร์การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Monetization)" ของ AWC อย่างแยบยล
หากวิเคราะห์ตามเกมธุรกิจ AWC กำลังใช้รถแทรมสายวัฒนธรรมนี้เป็นตัว "แม่เหล็ก" ที่ดึงเอาผู้คนจากโบราณสถานและย่านท่าแพ ให้ไหลบ่าเข้ามาสู่ “ลานนาทีค เดสทิเนชั่น” (Lannatique Destination) บิ๊กโปรเจกต์แลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ระดับโลกย่านช้างคลาน รวมถึงโรงแรมหรูและพื้นที่ค้าปลีกในเครือของตัวเอง
นี่คือการสร้างค่ายคูประตูเมืองที่ยากจะเลียนแบบ เพราะในขณะที่กลุ่มทุนอื่นอาจจะสร้างได้แค่โรงแรมหรือศูนย์การค้า แต่ AWC เลือกที่จะสร้าง "ระบบคมนาคมที่เป็นเอกสิทธิ์และเชื่อมโยงชุมชนเข้าด้วยกัน"
นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว (Volume) มาเป็น การท่องเที่ยวเชิงคุณค่าสูง (Value-based Tourism) จะทำให้เชียงใหม่สามารถดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกระเป๋าหนัก ที่ยินดีจ่ายแพงเพื่อแลกกับประสบการณ์ที่ยั่งยืนและมีเรื่องราวด้านวัฒนธรรม

การขยับหมากครั้งนี้ของ AWC จึงเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นว่า เกมธุรกิจยุคใหม่...ใครสร้างประสบการณ์ที่ยั่งยืนและกลมกลืนกับชุมชนได้มากกว่า คนนั้นคือผู้ชนะตัวจริง
ถ้าโมเดลรถแทรมล้อยางล้านนานี้ประสบความสำเร็จ ย่านเมืองเก่าอื่นๆ ของไทย เช่น เกาะรัตนโกสินทร์ หรือ ภูเก็ตทาวน์ ควรจะนำโมเดลนี้ไปปรับใช้เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและแก้ปัญหารถติดได้หรือไม่?
และในอนาคต รถแทรม EV สายนี้จะสามารถขยายบทบาทจากการเป็นรถนำเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว มาเป็นระบบขนส่งมวลชนทางเลือกที่คนเชียงใหม่สามารถใช้เดินทางในชีวิตประจำวันเพื่อลดค่าใช้จ่ายและมลพิษได้จริงไหม?
ที่มา / ภาพ : AWC