X

LEAPMOTOR พลิกเกม! ปรึกษา BOI ปักธงตั้งโรงงานในไทย หลังภาษีนำเข้า BEV พุ่งเป็น 35%

Last updated: 4 พ.ย. 2569  |  99 จำนวนผู้เข้าชม  | 

LEAPMOTOR Thailand เข้าหารือกับ BOI

เปิดตัวแค่ 72 ชม. คดีพลิก! จู่ๆกำแพงภาษีนำเข้า BEV พุ่งพรวดเป็น 35% "LEAPMOTOR Thailand ต้องพลิกเกมอุตลุด ล่าสุดเข้าหารือกับ BOI ขอรับการส่งเสริมการลงทุนสร้างโรงงานในไทยเรียบร้อยแล้ว"

"LEAPMOTOR Thailand" เพิ่งประกาศเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการช่วงบ่ายๆเย็นๆของวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ผ่านไปแค่ 3 วัน ครม. มีมติเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ทั้งประเภท BEV และ REEV ที่นำเข้าจากต่างประเทศขึ้นเป็นร้อยละ 35 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เล่นเอา Mr. LIAM LIU ผู้จัดการทั่วไป LEAPMOTOR Thailand ต้องรีบนำคณะเข้าพบตัวแทน BOI เพื่อหารือเรื่องขอรับการส่งเสริมการลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยทันที

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ LEAPMOTOR ได้ประกาศเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 30 ตุลาคม 2569 และประเดิมบุกตลาดด้วยการเปิดตัวสมาร์ทเอสยูวีรุ่น B03X แต่สายๆของวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา ครม. สัญจร ณ จังหวัดอุดรธานี ก็เคาะมาตรการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า

จากเดิมรถยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV (ไฟฟ้า 100%) เสียภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ร้อยละ 10 และ REEV (รถไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง) เสียร้อยละ 15 แต่โครงสร้างใหม่ดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 35 เท่ากัน

มาตรการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปที่ยังไม่มีแผนการลงทุนเป็นชิ้นเป็นอันในไทย กลายเป็นแรงผลักดันให้บอร์ดบริหารของ LEAPMOTOR ต้องปรับกระบวนทัพ เร่งเจรจากับ BOI เพื่อผุดโรงงานประกอบในประเทศทันที

จุดแข็ง “ทำเองทุกชิ้น” อาวุธลับจากโรงงานแม่ในจีน

แม้จะเป็นผู้ท้าชิงหน้าใหม่ในไทย แต่ LEAPMOTOR พกความมั่นใจมาเต็มร้อยจากฝั่งบริษัทแม่ในประเทศจีน ด้วยจุดแข็งด้านเทคโนโลยีที่มีการวิจัยและพัฒนาด้วยตัวเองมายาวนานกว่า 11 ปี มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนของตัวเองถึง 18 แห่ง ส่งผลให้สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตรถยนต์ได้ถึง 65% และมีอัตราการใช้แพลตฟอร์มชิ้นส่วนร่วมกันสูงถึง 90%

ศักยภาพการจัดการต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำนี้เองที่จะช่วยให้บริษัทสามารถหักลบกลบหนี้กับค่าใช้จ่ายในการตั้งโรงงานใหม่ในไทย และทำราคาลงมาต่อสู้ในตลาดได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

วิน-วิน-วิน ทุกฝ่ายได้อะไรจากการพลิกเกมครั้งนี้?

ประเทศไทย: บรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค (Regional and Global EV Hub) มาตรการ "นำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน" สามารถดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเห็นผล

อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทย: เกิดการยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ซัพพลายเออร์ไทยจะมีรายได้และโอกาสเติบโตจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี มีการจ้างงานแรงงานฝีมือในประเทศเพิ่มขึ้น โดย LEAPMOTOR ตั้งเป้าจ้างงานคนไทยสูงถึง 90% ของตำแหน่งงานทั้งหมด

ผู้บริโภคชาวไทย: ได้รับประโยชน์สูงสุดในระยะยาว เนื่องจากค่ายรถยนต์จะเลิกใช้กลยุทธ์ "ทุบราคา-เทขาย" รถนำเข้า เปลี่ยนมาแข่งขันกันด้วยคุณภาพการผลิตในประเทศ บริการหลังการขาย และการรับประกันที่จับต้องได้จริง รวมถึงหมดความกังวลเรื่องการลอยแพหรือขาดแคลนอะไหล่

ภาพ : LEAPMOTOR Thailand

มาตรการภาษีร้อยละ 35 ของรัฐบาลไทยครั้งนี้ ถือเป็นยาแรงที่ใช้ได้ "ถูกเวลา" เพราะช่วยสกัดสงครามราคาของรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาตัดราคาค่ายรถที่ลงทุนสร้างโรงงานไปก่อนหน้านี้ เป็นการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันอย่างแท้จริง และช่วยคัดกรองแบรนด์ที่ทำตลาดฉาบฉวย ผลิตรถไม่มีคุณภาพ ออกจากตลาด

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้