X

"INSIGHT ตลาดปิกอัพ EV : 2025 นับ 1 กระบะไฟฟ้า เมด อิน ไทยแลนด์ / 2026 แบรนด์ไหนจะครองเจ้าตลาด?"

Last updated: 4 ก.พ. 2569  |  168 จำนวนผู้เข้าชม  | 

อัพเดตตลาด PICK UP EV ในไทยล่าสุด” ปี 2568

“อัพเดตตลาด PICK UP EV ในไทยล่าสุด” ปี 2568 ยอดผลิตรถกระบะไฟฟ้าเริ่มแทงยอดแตกหน่ออ่อนจากพื้นที่ HUB EV ในไทยด้วยตัวเลขประวัติศาสตร์ “555 คัน”* เติบโต 100% เต็มเพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยขึ้นไลน์การผลิตกันมาก่อน มียอดส่งออกกระบะ BEV เล็กน้อย 363 คัน ส่วนยอดขายในประเทศ ตั้งแต่ ม.ค.-ธ.ค. 2568 กระบะไฟฟ้าขายได้ 726 คัน เติบโต 100% เหมือนกันเพราะปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่ายสักคันเดียว ส่วนใหญ่น่าจะเป็นยอดขายของแบรนด์จีน เพราะโตโยต้ามาทำตลาดเอาช่วงปลายปี และยอดจดทะเบียนสะสมของกระบะไฟฟ้า 100% (BEV) ในไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มี 1,540 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ถึง 77.22%...

ตลาดกระบะไฟฟ้าในไทยเริ่มนับ 1 เรียบร้อยแล้ว แบรนด์จีนออกตัวนำไปก่อน แต่สงครามยังอีกยาวไกล อย่าเพิ่ง “นับยอด” กันเลย...

*ข้อมูลจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)


ต่อไปนี้คือบทวิเคราะห์ เจาะลึก แนวโน้มตลาดรถกระบะไฟฟ้าในประเทศไทย ปี 2569 ตามไปดูกันว่า TOYOTA HILUX TRAVO-e , RIDDARA , kinglong , Foton , Next ฯลฯ แบรนด์ไหนจะครองเจ้าตลาดกระบะไฟฟ้าในเกมยาวๆ

 
“อัพเดตยอดผลิต/ยอดขาย/ยอดจดทะเบียน รถกระบะไฟฟ้า (PICK UP EV) ในไทย ปี 2568”

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย ยอดผลิต/ยอดขาย/ยอดจดทะเบียน ของรถกระบะไฟฟ้า (PICK UP EV) ในไทย ปี 2568 ไว้ดังนี้ :
  • รถกระบะไฟฟ้า (BEV) ที่ผลิตได้ในปี 2568 (มกราคม - ธันวาคม 2568) เป็นรถกระบะดับเบิลแค็บ BEV จำนวน 555 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - ธันวาคม 2567 ถึง 100%
  • ยอดขายรถกระบะไฟฟ้า (BEV) ปี 2568 ตั้งแต่ ม.ค.-ธ.ค. 2568 มี 726 คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย และรถกระบะ REEV มียอดขาย 19 คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่ายเช่นกัน
  • ยอดส่งออกรถกระบะ BEV ในปี 2568 ระหว่าง ม.ค.-ธ.ค. 2568 มี 363 คัน ยังมีสัดส่วนเพียง 0.04% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
  • ยอดจดทะเบียนรถกระบะไฟฟ้า (BEV) ป้ายแดง ระหว่าง ม.ค.-ธ.ค. 2568 มี 662 คัน ลดลงจาก ม.ค.-ธ.ค. 2567 กว่า 9.60%
  • ยอดจดทะเบียนสะสมรถกระบะไฟฟ้า (BEV) ในประเทศไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวน 1,540 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ถึง 77.22%
  • ที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)


ต่อไปนี้เป็นการ "วิเคราะห์แนวโน้มตลาด รถกระบะไฟฟ้า ในประเทศไทย ปี 2569" รวมถึงการเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันระหว่างรถกระบะ EV กับกระบะ ICE, จุดแข็ง/จุดอ่อนของรถกระบะไฟฟ้าที่ทำตลาดในไทยแล้ว อย่าง TOYOTA Hilux Travo-e, Riddara, King Long, Foton, Next ฯลฯ เพื่อดูว่าแบรนด์ใดมีโอกาสครองเจ้าตลาด

แนวโน้มตลาด

นโยบายและแรงจูงใจ : รัฐบาลไทยยังผลักดันมาตรการ EV (EV 3.0) และปรับเงื่อนไขให้ยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งเปิดทางให้นับยอดส่งออกเข้ามาช่วยเป้าผลิต ทำให้ผู้ผลิตมีแรงจูงใจลงทุนไลน์ผลิตในไทยมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตจากจีนและยุโรปขยายฐานการผลิตในไทยเพื่อส่งออกและจำหน่ายในประเทศ

การเติบโตเชิงปริมาณ: ยอดจดทะเบียนรถเชิงพาณิชย์/รถบรรทุกไฟฟ้าและ pickup ev ขยายตัวอย่างมีนัยยะในช่วง 2024–2025 บ่งชี้ความต้องการเชิงองค์กร/เครือข่ายผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่นำการเปลี่ยนผ่านในการใช้รถกระบะไฟฟ้าก่อนผู้ใช้รถส่วนบุคคล

ต้นทุนรวมการเป็นเจ้าของ (TCO): สำหรับผู้ใช้เชิงพาณิชย์ (กลุ่มรถฟลีต (fleet)) TCO ของ pickup ev ใกล้เคียงหรือเริ่มดีกว่ารถกระบะดีเซลแล้วในหลายกรณี (ค่าเชื้อเพลิงไฟฟ้าต่ำกว่า การบำรุงรักษาน้อยกว่า) แต่สำหรับลูกค้ารายย่อยยังมีประเด็นเรื่องราคาเริ่มต้น-การชาร์จ-มูลค่าขายต่อ รวมถึงด้านสมรรถนะ (บางแบรนด์) ที่ยังวิ่งได้ไม่ไกลพอสำหรับการใช้งานจริง หรือมีระยะทางวิ่งต่อชาร์จต่ำกว่าที่โฆษณาประชาสัมพันธ์เอาไว้


ปัจจัยกำหนดความสำเร็จ 

เครือข่ายหลังการขาย & ความเชื่อมั่นแบรนด์: กระบะ ICE ดั้งเดิม (เช่น Hilux / Ranger /D-Max) ได้เปรียบจากเครือข่ายดีลเลอร์, ความคุ้นเคยของตลาด และความเชื่อมั่นในงานบรรทุก/ลากจูง ขณะที่กระบะ EV ต้องสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความทนทาน, บริการแบตเตอรี่, และมูลค่าขายต่อ


การใช้งานเชิงพาณิชย์ (fleet/โลจิสติกส์): เป็นช่องทางนำร่องที่เร็วที่สุด — บริษัทโลจิสติกส์และองค์กรยอมรับ pickup ev เพราะ TCO และได้ภาพ CSR. EV จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในเซกเตอร์นี้ก่อนกลุ่มลูกค้ารายย่อย


โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ & ความสามารถลาก/บรรทุก: ปัจจุบันโครงข่ายชาร์จค่อยๆ ขยายตัวครอบคลุมมากขึ้น ตัวเลขระยะทางใช้งานจริง (range) และความสามารถลาก/บรรทุกของบางรุ่นยังเป็นข้อกังวลเมื่อเทียบกับ ICE ในการใช้งานหนัก แต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่และพิกัดเพาเวอร์เทรนรุ่นใหม่ทำให้ช่องว่างนี้แคบลง

เปรียบเทียบแบรนด์/รุ่นหลัก



1) TOYOTA Hilux Travo-e

  • จุดเด่น: แบรนด์ทรงพลังในตลาดกระบะไทย มีเครือข่ายดีลเลอร์/ศูนย์บริการครอบคลุม ความเชื่อมั่นของลูกค้า, ฟีเจอร์ EV ที่ออกแบบให้รองรับการใช้งานจริง (ระบบช่วยขับ ปรับแต่งอินเตอร์เน็ต-คอนเน็กต์), specification อย่างเป็นทางการแสดงว่า Toyota ลงทุนทำเวอร์ชันไฟฟ้าที่พร้อมใช้งานจริง
  • จุดด้อย: ราคาอาจสูงกว่าคู่แข่งจากจีนเมื่อลงตลาดจริง, การส่งมอบรถจำนวนมากในเวลาที่รวดเร็วยังเป็นข้อจำกัด (เพราะเน้นคุณภาพและการทดสอบ)
  • สรุป: เหมาะกับตลาดลูกค้ารายบุคคลและลูกค้าที่ต้องการความมั่นใจในเครือข่ายศูนย์บริการ แต่แน่นอน นี่คือ “เป็นคู่แข่งสำคัญในระยะยาวของทุกแบรนด์”


2) Riddara RD6

จุดเด่น: เป็นแบรนด์ EV-เฉพาะทาง กระตุ้นความสนใจด้วยเทคโนโลยี EV เพื่อกระบะ เน้นสมรรถนะ off-road และฟังก์ชันที่เจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง/ท่องเที่ยว มีเบื้องหลังองค์ความรู้ของ Geely ซึ่งช่วยด้านต้นทุนและแพลตฟอร์ม
จุดด้อย: เครือข่ายบริการหลังการขายและการยอมรับจากผู้ใช้ไทย ยังต้องใช้เวลาสร้างแบรนด์ อาจต้องใช้ราคาในการแข่งขัน หรือเพิ่มพาร์ทเนอร์ดีลเลอร์ในไทย
สรุป: มีโอกาสสูงในการทำตลาดเฉพาะกลุ่ม (adventure / lifestyle) และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรวมถ้าสร้างเครือข่ายได้เร็วพอ


3) King Long (และแบรนด์จีนอื่น ๆ เช่น Foton, Next)

  • จุดเด่น: เข้าไทยด้วยจุดขายเรื่องราคาที่คุ้มค่า มุ่งตลาดเชิงพาณิชย์/องค์กรและผู้ซื้อเพื่อใช้งานจริง เช่น King Long Dracon / Foton e-models ขยายกลุ่มรถบรรทุก/พาณิชย์ในไทย และบางรายมุ่งผลิตเพื่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
  • จุดด้อย: บางรุ่นต้องพิสูจน์ความทนทานระยะยาวและบริการหลังการขายในไทย; การยอมรับในเรื่องคุณภาพยังเป็นอุปสรรคในกลุ่มลูกค้าที่รักแบรนด์ดั้งเดิม
  • สรุป: แข็งแกร่งในตลาด fleet และกลุ่มผู้ซื้อที่เน้นราคา/ค่าใช้จ่ายปฏิบัติการ ถ้าสร้างเครือข่ายฯได้ จะกินส่วนแบ่งตลาดในเชิงปริมาณยอดขายได้มาก


4) Foton / Next / ผู้เล่นจีนรายอื่น ๆ

จุดเด่น: กลยุทธ์ regional (เอเชีย-แปซิฟิก) และส่งมอบโมเดลหลากหลาย (เพื่อการพาณิชย์และขนส่ง) มีศักยภาพทำ volume production ในไทย
จุดด้อย: การสร้างแบรนด์ในกลุ่มลูกค้ารายย่อยใช้เวลานาน ต้องเน้น B2B ไปก่อน


ใครมีโอกาส “ครองตลาด” ในเกมยาว ๆ?

  • ระยะสั้น-ถึงปานกลาง (1–3 ปี): คาดว่า ผู้เล่นจีน / ผู้ผลิตที่เน้นเชิงพาณิชย์ (King Long, Foton, Next) และ แบรนด์ EV เน้นเฉพาะรุ่น อย่าง Riddara จะได้ส่วนแบ่งที่เติบโตเร็วที่สุด โดยเฉพาะในเซกเตอร์ fleet/โลจิสติกส์ เพราะราคาและ TCO เหมาะสมกว่า
  • เกมยาว (ระยะ 3–7 ปี): Toyota Hilux Travo-e มีโอกาสสูงที่จะเป็นผู้นำตลาดรวมและตลาดระดับพรีเมี่ยม (mass market + premium) ถ้า Toyota สามารถปรับราคาให้แข่งขันได้ (หรือรัฐบาลสนับสนุนต่อเนื่อง) และวางเครือข่ายศูนย์บริการ/เซอร์วิสเรื่องแบตเตอรี่ได้ครอบคลุม เหตุผลคือ แบรนด์-เครือข่าย-ความเชื่อมั่นของลูกค้าในไทยมีน้ำหนักมาก การผสมกันของแบรนด์ที่มีเครือข่าย (Toyota, Isuzu, Ford หากลงตลาด EV อย่างจริงจัง) กับผู้ผลิตจีนที่เน้นปริมาณจะเป็นการแข่งขันหลัก



ความเสี่ยงและตัวแปรที่ต้องจับตา

1.นโยบายรัฐ (subsidy, ภาษี, การให้สิทธิ EV 3.0) ถ้ารัฐลดแรงจูงใจ ตลาดจะชะลอตัวลง

2.โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ — ความเร็วและครอบคลุมของ DC fast chargers + การเชื่อมต่อกับ grid (peak load) สำคัญต่อการยอมรับเป็นอย่างมาก

3.มูลค่าขายต่อ (resale) — ถ้าราคาขายต่อแบตฯ/รถยังต่ำ จะกัดเซาะการยอมรับของลูกค้ารายย่อย

4.ความสามารถในการผลิต-โลจิสติกส์ — ผู้ผลิตที่สามารถ localized production/after-sales จะได้เปรียบ (เช่น การผลิตในไทยเพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ)


ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ (สำหรับผู้เล่นแต่ละฝ่าย)

  • ผู้ซื้อเชิงพาณิชย์ / fleet: ให้พิจารณา pickup ev เป็นทางเลือกหลักถ้าเส้นทางใช้งานอยู่ในกรอบระยะทางชาร์จได้จริง และวางแผนเรื่องการชาร์จที่สถานียานพาหนะของตน (depot charging) — TCO (รวมค่าไฟ/ค่าน้ำมัน, บำรุงรักษา, มูลค่าซาก) มักเหนือกว่า ICE ในการใช้งานประจำ
  • ผู้ซื้อรายย่อย: หากเน้นใช้งานลากจูงหนัก/ใช้งานไกลบ่อย ยังควรรอรุ่นที่พิสูจน์สมรรถนะและเครือข่ายบริการ (หรือเลือกรุ่นที่มีการรับประกันแบตเตอรี่ยาวๆ)
  • ผู้ผลิต/ดีลเลอร์: ลงทุนเครือข่ายหลังการขายและบริการแบตเตอรี่ก่อนขายจำนวนมาก โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ด้านพลังงาน/ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ (เพื่อมัดใจลูกค้าองค์กร)

ปี 2569 (2026) เป็นจุดที่ pickup EV ในไทยจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะใน ตลาดเชิงพาณิชย์/โลจิสติกส์ — แบรนด์จีนและผู้เล่น EV-เฉพาะทางจะเติบโตเร็วในเชิงปริมาณ ขณะที่ Toyota (Hilux Travo-e) และแบรนด์ที่มีเครือข่ายหลังการขายแข็งแกร่งมีโอกาสครองตลาดรวมในระยะยาวถ้าปรับราคา/เงื่อนไขได้เหมาะสม นโยบายรัฐและการพัฒนาโครงข่ายชาร์จจะเป็นตัวแปรชี้ชะตา


เปรียบเทียบหลัก: TOYOTA Hilux Travo-e, RIDDARA, King Long, FOTON, NEXT (SWOT แบบย่อ — เจาะจงจุดแข็ง/จุดอ่อนเชิงธุรกิจ)

TOYOTA — Hilux Travo-e

  • Strengths: แบรนด์ครองใจตลาดกระบะไทย, เครือข่ายดีลเลอร์/ศูนย์บริการครอบคลุม, ราคา Travo-e ประกาศอย่างเป็นทางการ (เริ่ม 1,491,000 THB สำหรับรุ่น Double Cab 4TREX-e) — ช่วยลดความเสี่ยงการยอมรับ.
  • Weaknesses: ราคาเริ่มต้นสูงกว่ากลุ่มจีนบางราย — อาจจำกัดการเข้าถึงกลุ่มที่เน้นต้นทุน; เวลาในการจัดส่งเชิงปริมาณอาจช้ากว่าคู่แข่งที่ผลิตเพื่อปริมาณ
  • Opportunities: ฐานลูกค้ารายย่อยที่ต้องการความเชื่อมั่น + fleet ที่ยอมจ่ายเพื่อความน่าเชื่อถือ; การรับประกันแบตเตอรี่/ศูนย์บริการช่วยลดความกังวลลูกค้า
  • Threats: ผู้ผลิตจีนลดราคาและขยายเครือข่ายได้เร็ว กินส่วนแบ่งด้านราคา


RIDDARA (แบรนด์ EV-เฉพาะทาง / backing ที่เป็นพันธมิตร)

  • Strengths: ผลิตภัณฑ์ EV-first ออกแบบมาให้ตอบโจทย์สมรรถนะ (เช่น RD6 เน้น off-road และฟีเจอร์ไฮเทค) — ดึงกลุ่ม niche (adventure / lifestyle).
  • Weaknesses: เครือข่ายหลังการขายยังจำกัดในไทย ต้องลงทุนแบรนด์บิลด์.
  • Opportunities: ถ้า Riddara สร้างเครือข่ายเซอร์วิสและดีลเลอร์ได้เร็ว จะได้ส่วนแบ่งตลาดลูกค้ารายบุคคลที่ชอบรถสเปคสูง
  • Threats: การแข่งขันราคาและการยอมรับจากผู้ซื้อเชิงพาณิชย์


King Long / Foton / Next (ผู้เล่นจีน/ผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์)

Strengths: ราคาจับต้องได้, มุ่งสู่ตลาด fleet และเชิงพาณิชย์, การลงทุนในโรงงานในไทย/ภูมิภาค (Foton มีแผนฐานการผลิตในไทย) ช่วยลดต้นทุนและเพิ่ม supply
Weaknesses: Perception เรื่องความทนทาน/คุณภาพระยะยาวในกลุ่มผู้ขับรายย่อย — ต้องพิสูจน์ผ่านการให้บริการหลังการขาย
Opportunities: ตลาด fleet และผู้ประกอบการโลจิสติกส์จะเป็นช่องทางนำร่อง; โอกาสทำสัญญาเชิงหน่วยงานและองค์กร
Threats: ถ้าราคาไฟฟ้า/ค่าไฟผันผวนหรือเงื่อนไขส่งเสริมรัฐเปลี่ยน อาจกระทบกับ demand.

การคำนวณ TCO 

ขอบเขตการวิเคราะห์: 5 ปี (100,000 กม. ที่ 20,000 กม./ปี)
ราคาจำหน่ายอ้างอิง: Hilux Travo-e (EV) = 1,491,000 THB (รุ่น Double Cab 4TREX-e) ; Hilux (ICE mid-spec) ≈ 999,000 THB.
ราคาพลังงานที่ใช้ในการคำนวณ: Electricity ≈ 4.10 THB/kWh ; Diesel ≈ 30.14 THB/L (ราคากลางอ้างอิงปลาย 2025 / ม.ค. 2026)


ผลลัพธ์:
EV 5-year TCO ≈ 1,296,200 THB (12.96 THB/km)
ICE 5-year TCO ≈ 1,095,660 THB (10.96 THB/km)


คอมเมนต์การตีความผล TCO ตัวอย่าง:

ตัวอย่างนี้ใช้สมมติฐาน conservative หลัก ๆ (เช่น residual EV 30% vs ICE 40% ซึ่งทำให้ EV มีภาระค่าเสื่อมสูงกว่า) หากผู้ผลิตให้การรับประกันแบตฯ ระยะยาว/รับประกันมูลค่าซาก หรือหากผู้ใช้มีรูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับ EV (เช่นการใช้งานในเมือง, depot charging, lower km/year) ผลลัพธ์สามารถพลิกให้ EV ถูกกว่า ICE ได้

กลยุทธ์เชิงข้อเสนอแนะ (สำหรับ OEM / Fleet / ผู้กำหนดนโยบาย)

สำหรับ OEM (ผู้ผลิต):

1.ลงทุนเครือข่ายหลังการขายและศูนย์บริการแบตเตอรี่ (Battery Service & Replacement/Refurbish) — ลดความเสี่ยงการยอมรับลูกค้ารายย่อย

2.เสนอตัวเลือกการเงินเชิงนวัตกรรม (battery leasing / guaranteed buy-back / guaranteed residual) เพื่อลดอุปสรรคด้านราคาเริ่มต้น

3.เจาะตลาด B2B (fleet/โลจิสติกส์) ด้วยแพ็กเกจรวม (vehicle + depot charging + service contract) — ช่องทางนี้เร็วที่สุดสำหรับ volume adoption

สำหรับ Fleet managers / ผู้ซื้อเชิงพาณิชย์:

1.ทำ pilot แบบ depot charging เพื่อใช้ประโยชน์ TCO (ประหยัดค่าเชื้อเพลิง + บำรุงรักษาต่ำ)

2.ปรับพอร์ตให้สลับระหว่าง EV สำหรับงานที่วิ่งในรัศมีสั้น/กำหนดการแน่นอน และ ICE สำหรับงานหนักที่ต้องลาก/บรรทุกมากเป็นครั้งคราว.

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย:

1.สนับสนุนการขยายเครือข่ายชาร์จเชิงพาณิชย์ (โดยเฉพาะจุด DC-fast และ depot chargers)

2.พิจารณามาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยลดช่องว่างราคาเริ่มต้น (เช่น tax benefits, trade-in schemes, loan guarantees สำหรับรถกระบะเพื่อการค้า).

สรุป:

ระยะสั้น (1–3 ปี): ผู้ชนะเชิงปริมาณคาดว่าจะเป็น ผู้เล่นจีนและแบรนด์เชิงพาณิชย์ (King Long, Foton, Next ฯลฯ) ที่สามารถส่งมอบปริมาณและราคาที่แข่งขันได้สำหรับ fleet/ธุรกิจ.
ระยะยาว (3–7 ปี): Toyota (และ Isuzu หากเปิดตัว EV กระบะอย่างจริงจัง) มีโอกาสนำตลาดรวมได้ เนื่องจาก “แบรนด์-เครือข่าย-ความเชื่อมั่น” ในไทยมีน้ำหนักมาก แต่จำเป็นต้องจัดการประเด็นราคาและบริการหลังการขายให้สอดคล้องกับการแข่งขันด้านราคา.

แหล่งข้อมูลหลัก

  • กรมการขนส่งทางบก (DLT) — สถิติการจดทะเบียนรายเดือน (dataset).
  • EVAT Directory / Banpu NEXT — จำนวนสถานีชาร์จ (directory 2025).
  • รายงาน Krungsri / P3 / Freight studies — บทวิเคราะห์ TCO และภาพรวมอุตสาหกรรม.
  • ข่าว Reuters — นโยบายผลักดันและโปรแกรมรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง.
  • ผู้ผลิต: Toyota (Hilux Travo-e page), Riddara, King Long, Foton (ข่าว/เพจบริษัท)
หมายเหตุกองบรรณาธิการ : บทความนี้ใช้ ChatGPT วิเคราะห์ข้อมูล โดยบรรณาธิการของเว็บไซต์ทำการตรวจสอบ แก้ไข และเรียบเรียงใหม่


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้