Last updated: 4 ก.พ. 2569 | 153 จำนวนผู้เข้าชม |
“อัพเดตตลาด PICK UP EV ในไทยล่าสุด” ปี 2568 ยอดผลิตรถกระบะไฟฟ้าเริ่มแทงยอดแตกหน่ออ่อนจากพื้นที่ HUB EV ในไทยด้วยตัวเลขประวัติศาสตร์ “555 คัน”* เติบโต 100% เต็มเพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยขึ้นไลน์การผลิตกันมาก่อน มียอดส่งออกกระบะ BEV เล็กน้อย 363 คัน ส่วนยอดขายในประเทศ ตั้งแต่ ม.ค.-ธ.ค. 2568 กระบะไฟฟ้าขายได้ 726 คัน เติบโต 100% เหมือนกันเพราะปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่ายสักคันเดียว ส่วนใหญ่น่าจะเป็นยอดขายของแบรนด์จีน เพราะโตโยต้ามาทำตลาดเอาช่วงปลายปี และยอดจดทะเบียนสะสมของกระบะไฟฟ้า 100% (BEV) ในไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มี 1,540 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ถึง 77.22%...
ตลาดกระบะไฟฟ้าในไทยเริ่มนับ 1 เรียบร้อยแล้ว แบรนด์จีนออกตัวนำไปก่อน แต่สงครามยังอีกยาวไกล อย่าเพิ่ง “นับยอด” กันเลย...
*ข้อมูลจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ต่อไปนี้เป็นการ "วิเคราะห์แนวโน้มตลาด รถกระบะไฟฟ้า ในประเทศไทย ปี 2569" รวมถึงการเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันระหว่างรถกระบะ EV กับกระบะ ICE, จุดแข็ง/จุดอ่อนของรถกระบะไฟฟ้าที่ทำตลาดในไทยแล้ว อย่าง TOYOTA Hilux Travo-e, Riddara, King Long, Foton, Next ฯลฯ เพื่อดูว่าแบรนด์ใดมีโอกาสครองเจ้าตลาด
แนวโน้มตลาด
นโยบายและแรงจูงใจ : รัฐบาลไทยยังผลักดันมาตรการ EV (EV 3.0) และปรับเงื่อนไขให้ยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งเปิดทางให้นับยอดส่งออกเข้ามาช่วยเป้าผลิต ทำให้ผู้ผลิตมีแรงจูงใจลงทุนไลน์ผลิตในไทยมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตจากจีนและยุโรปขยายฐานการผลิตในไทยเพื่อส่งออกและจำหน่ายในประเทศ
การเติบโตเชิงปริมาณ: ยอดจดทะเบียนรถเชิงพาณิชย์/รถบรรทุกไฟฟ้าและ pickup ev ขยายตัวอย่างมีนัยยะในช่วง 2024–2025 บ่งชี้ความต้องการเชิงองค์กร/เครือข่ายผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่นำการเปลี่ยนผ่านในการใช้รถกระบะไฟฟ้าก่อนผู้ใช้รถส่วนบุคคล
ต้นทุนรวมการเป็นเจ้าของ (TCO): สำหรับผู้ใช้เชิงพาณิชย์ (กลุ่มรถฟลีต (fleet)) TCO ของ pickup ev ใกล้เคียงหรือเริ่มดีกว่ารถกระบะดีเซลแล้วในหลายกรณี (ค่าเชื้อเพลิงไฟฟ้าต่ำกว่า การบำรุงรักษาน้อยกว่า) แต่สำหรับลูกค้ารายย่อยยังมีประเด็นเรื่องราคาเริ่มต้น-การชาร์จ-มูลค่าขายต่อ รวมถึงด้านสมรรถนะ (บางแบรนด์) ที่ยังวิ่งได้ไม่ไกลพอสำหรับการใช้งานจริง หรือมีระยะทางวิ่งต่อชาร์จต่ำกว่าที่โฆษณาประชาสัมพันธ์เอาไว้
ปัจจัยกำหนดความสำเร็จ
เครือข่ายหลังการขาย & ความเชื่อมั่นแบรนด์: กระบะ ICE ดั้งเดิม (เช่น Hilux / Ranger /D-Max) ได้เปรียบจากเครือข่ายดีลเลอร์, ความคุ้นเคยของตลาด และความเชื่อมั่นในงานบรรทุก/ลากจูง ขณะที่กระบะ EV ต้องสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความทนทาน, บริการแบตเตอรี่, และมูลค่าขายต่อ
การใช้งานเชิงพาณิชย์ (fleet/โลจิสติกส์): เป็นช่องทางนำร่องที่เร็วที่สุด — บริษัทโลจิสติกส์และองค์กรยอมรับ pickup ev เพราะ TCO และได้ภาพ CSR. EV จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในเซกเตอร์นี้ก่อนกลุ่มลูกค้ารายย่อย

โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ & ความสามารถลาก/บรรทุก: ปัจจุบันโครงข่ายชาร์จค่อยๆ ขยายตัวครอบคลุมมากขึ้น ตัวเลขระยะทางใช้งานจริง (range) และความสามารถลาก/บรรทุกของบางรุ่นยังเป็นข้อกังวลเมื่อเทียบกับ ICE ในการใช้งานหนัก แต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่และพิกัดเพาเวอร์เทรนรุ่นใหม่ทำให้ช่องว่างนี้แคบลง
เปรียบเทียบแบรนด์/รุ่นหลัก

2) Riddara RD6
จุดเด่น: เป็นแบรนด์ EV-เฉพาะทาง กระตุ้นความสนใจด้วยเทคโนโลยี EV เพื่อกระบะ เน้นสมรรถนะ off-road และฟังก์ชันที่เจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง/ท่องเที่ยว มีเบื้องหลังองค์ความรู้ของ Geely ซึ่งช่วยด้านต้นทุนและแพลตฟอร์ม
จุดด้อย: เครือข่ายบริการหลังการขายและการยอมรับจากผู้ใช้ไทย ยังต้องใช้เวลาสร้างแบรนด์ อาจต้องใช้ราคาในการแข่งขัน หรือเพิ่มพาร์ทเนอร์ดีลเลอร์ในไทย
สรุป: มีโอกาสสูงในการทำตลาดเฉพาะกลุ่ม (adventure / lifestyle) และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรวมถ้าสร้างเครือข่ายได้เร็วพอ


4) Foton / Next / ผู้เล่นจีนรายอื่น ๆ
จุดเด่น: กลยุทธ์ regional (เอเชีย-แปซิฟิก) และส่งมอบโมเดลหลากหลาย (เพื่อการพาณิชย์และขนส่ง) มีศักยภาพทำ volume production ในไทย
จุดด้อย: การสร้างแบรนด์ในกลุ่มลูกค้ารายย่อยใช้เวลานาน ต้องเน้น B2B ไปก่อน
ความเสี่ยงและตัวแปรที่ต้องจับตา
1.นโยบายรัฐ (subsidy, ภาษี, การให้สิทธิ EV 3.0) ถ้ารัฐลดแรงจูงใจ ตลาดจะชะลอตัวลง
2.โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ — ความเร็วและครอบคลุมของ DC fast chargers + การเชื่อมต่อกับ grid (peak load) สำคัญต่อการยอมรับเป็นอย่างมาก
3.มูลค่าขายต่อ (resale) — ถ้าราคาขายต่อแบตฯ/รถยังต่ำ จะกัดเซาะการยอมรับของลูกค้ารายย่อย
4.ความสามารถในการผลิต-โลจิสติกส์ — ผู้ผลิตที่สามารถ localized production/after-sales จะได้เปรียบ (เช่น การผลิตในไทยเพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ)
ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ (สำหรับผู้เล่นแต่ละฝ่าย)
RIDDARA (แบรนด์ EV-เฉพาะทาง / backing ที่เป็นพันธมิตร)
King Long / Foton / Next (ผู้เล่นจีน/ผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์)
Strengths: ราคาจับต้องได้, มุ่งสู่ตลาด fleet และเชิงพาณิชย์, การลงทุนในโรงงานในไทย/ภูมิภาค (Foton มีแผนฐานการผลิตในไทย) ช่วยลดต้นทุนและเพิ่ม supply
Weaknesses: Perception เรื่องความทนทาน/คุณภาพระยะยาวในกลุ่มผู้ขับรายย่อย — ต้องพิสูจน์ผ่านการให้บริการหลังการขาย
Opportunities: ตลาด fleet และผู้ประกอบการโลจิสติกส์จะเป็นช่องทางนำร่อง; โอกาสทำสัญญาเชิงหน่วยงานและองค์กร
Threats: ถ้าราคาไฟฟ้า/ค่าไฟผันผวนหรือเงื่อนไขส่งเสริมรัฐเปลี่ยน อาจกระทบกับ demand.
การคำนวณ TCO
ขอบเขตการวิเคราะห์: 5 ปี (100,000 กม. ที่ 20,000 กม./ปี)
ราคาจำหน่ายอ้างอิง: Hilux Travo-e (EV) = 1,491,000 THB (รุ่น Double Cab 4TREX-e) ; Hilux (ICE mid-spec) ≈ 999,000 THB.
ราคาพลังงานที่ใช้ในการคำนวณ: Electricity ≈ 4.10 THB/kWh ; Diesel ≈ 30.14 THB/L (ราคากลางอ้างอิงปลาย 2025 / ม.ค. 2026)
ผลลัพธ์:
EV 5-year TCO ≈ 1,296,200 THB (12.96 THB/km)
ICE 5-year TCO ≈ 1,095,660 THB (10.96 THB/km)
คอมเมนต์การตีความผล TCO ตัวอย่าง:
ตัวอย่างนี้ใช้สมมติฐาน conservative หลัก ๆ (เช่น residual EV 30% vs ICE 40% ซึ่งทำให้ EV มีภาระค่าเสื่อมสูงกว่า) หากผู้ผลิตให้การรับประกันแบตฯ ระยะยาว/รับประกันมูลค่าซาก หรือหากผู้ใช้มีรูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับ EV (เช่นการใช้งานในเมือง, depot charging, lower km/year) ผลลัพธ์สามารถพลิกให้ EV ถูกกว่า ICE ได้
กลยุทธ์เชิงข้อเสนอแนะ (สำหรับ OEM / Fleet / ผู้กำหนดนโยบาย)
สำหรับ OEM (ผู้ผลิต):
1.ลงทุนเครือข่ายหลังการขายและศูนย์บริการแบตเตอรี่ (Battery Service & Replacement/Refurbish) — ลดความเสี่ยงการยอมรับลูกค้ารายย่อย
2.เสนอตัวเลือกการเงินเชิงนวัตกรรม (battery leasing / guaranteed buy-back / guaranteed residual) เพื่อลดอุปสรรคด้านราคาเริ่มต้น
3.เจาะตลาด B2B (fleet/โลจิสติกส์) ด้วยแพ็กเกจรวม (vehicle + depot charging + service contract) — ช่องทางนี้เร็วที่สุดสำหรับ volume adoption
สำหรับ Fleet managers / ผู้ซื้อเชิงพาณิชย์:
1.ทำ pilot แบบ depot charging เพื่อใช้ประโยชน์ TCO (ประหยัดค่าเชื้อเพลิง + บำรุงรักษาต่ำ)
2.ปรับพอร์ตให้สลับระหว่าง EV สำหรับงานที่วิ่งในรัศมีสั้น/กำหนดการแน่นอน และ ICE สำหรับงานหนักที่ต้องลาก/บรรทุกมากเป็นครั้งคราว.
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย:
1.สนับสนุนการขยายเครือข่ายชาร์จเชิงพาณิชย์ (โดยเฉพาะจุด DC-fast และ depot chargers)
2.พิจารณามาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยลดช่องว่างราคาเริ่มต้น (เช่น tax benefits, trade-in schemes, loan guarantees สำหรับรถกระบะเพื่อการค้า).
สรุป:
ระยะสั้น (1–3 ปี): ผู้ชนะเชิงปริมาณคาดว่าจะเป็น ผู้เล่นจีนและแบรนด์เชิงพาณิชย์ (King Long, Foton, Next ฯลฯ) ที่สามารถส่งมอบปริมาณและราคาที่แข่งขันได้สำหรับ fleet/ธุรกิจ.
ระยะยาว (3–7 ปี): Toyota (และ Isuzu หากเปิดตัว EV กระบะอย่างจริงจัง) มีโอกาสนำตลาดรวมได้ เนื่องจาก “แบรนด์-เครือข่าย-ความเชื่อมั่น” ในไทยมีน้ำหนักมาก แต่จำเป็นต้องจัดการประเด็นราคาและบริการหลังการขายให้สอดคล้องกับการแข่งขันด้านราคา.
แหล่งข้อมูลหลัก
10 พ.ย. 2568