X

ISUZU D-MAX EV กระบะไฟฟ้า 100% ที่ไม่ทิ้ง DNA ความแกร่งของกระบะ / 1,591,000 บาท ถูกหรือแพง?

Last updated: 22 มี.ค. 2569  |  795 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รถปิกอัพไฟฟ้า “Isuzu D-max EV”

ในวันที่เทรนด์กระบะ EV กำลังมา การเปิดตัวของ Isuzu D-Max EV มีหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ เพราะนี่ไม่ใช่ EV ที่ถูกสร้างมาเพื่อโชว์ความล้ำเพียงอย่างเดียว แต่คือ รถกระบะที่ตั้งใจสร้างมาให้ทำงานจริงได้เหมือนดีเซล...แบบไม่ยอมทิ้ง DNA ความเป็นรถกระบะ

และนี่คือจุดที่ทำให้ D-Max EV ไม่เหมือนใครในตลาด

แก่นแท้ของโปรเจกต์: EV ที่ยังคงความเป็น “Isuzu”

Isuzu ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะทำ EV ยังไงให้ล้ำ” แต่เริ่มจากคำถามที่ยากกว่า “จะทำยังไงให้รถไฟฟ้า ‘ยังคงเป็น D-Max’ อยู่”

คำตอบที่ได้คือการ รักษา DNA กระบะเต็มรูปแบบ ทั้งเรื่องโครงสร้าง ความทนทาน และการใช้งานหนัก เพื่อให้รองรับการใช้งานบรรทุกจริง วิ่งตามไซต์งาน หรือบนเส้นทางออฟโรดได้ แต่ไม่ใช่ Lifestyle Pickup แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ

นี่คือ “Working Truck + EV” ไม่ใช่ “EV + Truck Look” หรือแค่มีรูปลักษณ์แบบรถกระบะ

ขุมพลังใหม่: Dual Motor by E-Axle (AWD แท้)

หัวใจสำคัญของ D-Max EV คือระบบขับเคลื่อน Dual Motor ผ่าน E-Axle ที่มีโครงสร้างหลักคือ มอเตอร์ด้านหน้า 1 ตัว กับมอเตอร์ด้านหลัง 1 ตัว แยกการควบคุมแบบอิสระ (Torque Vectoring ได้ในตัว) ทำให้กลายเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า (e-AWD - Electric All-Wheel Drive) แรงบิดมา “ทันที 100%” ตามสไตล์ EV ควบคุมแรงส่งแต่ละล้อได้แม่นยำกว่า 4WD แบบกลไก

ในเชิงวิศวกรรม นี่คือการ “ยกระดับ 4x4 แบบเดิม” ไปอีกขั้น เพราะไม่ต้องพึ่ง transfer case แบบกลไก หรือเพลาขับแบบเดิม เป็นการลดชิ้นส่วนเคลื่อนไหวที่มักเกิดการสึกหรอ รองรับ Torque Vectoring ได้โดยธรรมชาติ ทำให้อัตราเร่งตอบสนองทันที ควบคุมการลื่นไถลได้แม่นยำ เหมาะกับทั้งวิ่งทางเรียบและตามเส้นทางออฟโรด

นี่คือ “4WD เวอร์ชันไฟฟ้า” ที่ฉลาดและแม่นยำกว่าระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ



จุดโคตรน่าสนใจ: ช่วงล่าง De-Dion + Leaf Spring

ในขณะที่ EV ส่วนใหญ่เลือก “ช่วงล่างอิสระ (Independent)” เพื่อความนุ่ม แต่ Isuzu กลับเลือกทางที่ต่างออกไป คือใช้ De-Dion + Leaf Spring

นี่คือ “หมากเกมใหญ่” ของ D-Max EV

ทำไมถึงสำคัญ?

1. De-Dion Rear Suspension = สมดุลระหว่างความนิ่ง + ความทน ช่วยลดน้ำหนัก unsprung mass เมื่อเทียบกับ solid axle ทำให้ควบคุมล้อซ้าย-ขวาได้ดีขึ้น นิ่งขึ้น แต่ยังคงความแข็งแรงแบบรถใช้งานหนัก

2. Leaf Spring (แหนบ) = ความสามารถบรรทุกของจริง รองรับน้ำหนักบรรทุกสูง ทนการใช้งานระยะยาว ซ่อมง่าย ค่า maintenance ต่ำ

สรุปสั้น ๆ คือ: Isuzu เลือก “ของที่ใช้งานจริงได้” มากกว่า “ของที่ดูดีในสเปกชีต”

แล้วเรื่องแบต + ระยะทางล่ะ?

แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนแรงดัน 350 โวลต์ ความจุ 66.9 kWh เน้น ความเสถียร + ทนร้อน + ทนงานหนัก ใช้งานได้ต่อเนื่อง เน้น Thermal Management สำหรับสภาพอากาศร้อน มากกว่าระยะทางวิ่งสูงสุด ระยะวิ่งจริงน่าจะอยู่ในโซน 300–400 กม. (ใช้งานจริง) ซึ่ง “เพียงพอสำหรับรถใช้งาน” มากกว่า “โชว์ตัวเลข” ที่ดูดีในโบรชัวร์”

Performance แบบ “กระบะตัวจริง”

แนวคิดการพัฒนา – EV ที่ยังเป็น “D-Max” ไม่ใช่แค่ EV ทั่วไป หัวใจของโปรเจกต์นี้ไม่ใช่การแปลงรถกระบะให้เป็นไฟฟ้าแบบผิวเผิน แต่คือการตั้งโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้นว่าต้องบรรทุกได้จริง (มี Payload ระดับเดียวกับกระบะ) ต้องลากจูงได้ (Towing Capability) ต้องลุยสไตล์ออฟโรดได้ (Off-road Capability) และต้องทน (Durability ระยะยาว)

จุดขายของ D-Max EV ไม่ใช่ตัวเลขแรงม้าสูงสุด แต่คือความสามารถแบบกระบะที่รองรับงานบรรทุกหนัก ใช้งานในไซต์ก่อสร้าง วิ่งระยะไกลในเชิงพาณิชย์ และลุยทางวิบากได้

นั่นทำให้ D-Max EV แตกต่างจาก EV หลายรุ่นที่ถูกพัฒนาเพื่อ “Lifestyle” มากกว่า “Workhorse”

EV เพื่อโลก…แต่ไม่ทิ้งคนทำงาน

นี่คือ positioning ที่ Isuzu วางได้คมมาก โดยเน้นลูกค้าหลัก คือ ธุรกิจใหญ่ๆ / ฟลีทรถ / งานก่อสร้าง / ธุรกิจด้านโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม / ไซต์งานก่อสร้าง หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐ โดยเน้นเรื่องความทน ซ่อมง่าย และใช้งานได้จริง

Key Value: ลดต้นทุนพลังงานระยะยาว ลดการปล่อย CO₂ และรองรับนโยบาย ESG

คู่แข่งในอนาคต

ตลาดกระบะ EV ยังใหม่มากๆ ยังมีผู้เล่นไม่มาก แต่ D-Max EV ได้เปรียบตรงเข้าใจ “ตลาดรถงาน” มากที่สุด

เปรียบเทียบคู่แข่ง – เกมกระบะ EV เริ่มร้อน

ตลาดกระบะไฟฟ้าเริ่มมีผู้เล่นหลายราย โดยมี Toyota Hilux Travo-e เป็นคู่แข่งสำคัญ แต่จุดแข็งของ Isuzu คือ เข้าใจ “ตลาดรถงาน” มากที่สุด มีฐานลูกค้าเชิงพาณิชย์แข็งแรง และมีเครือข่ายศูนย์บริการครอบคลุม

วิเคราะห์การเปิดตัวในงาน Motor Show – สัญญาณสำคัญของตลาดไทย

การเลือกเปิดตัว D-Max EV ในงาน Motor Show มีนัยสำคัญหลายมิติ

1. ไทย = Strategic Market เพราะไทยเป็นหนึ่งในตลาดกระบะใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นฐานการผลิตหลักของ Isuzu

2. Test Demand ก่อนผลิตระดับแมส เพื่อวัดกระแสตลาด และรับ feedback จากผู้ใช้จริง

3. ส่งสัญญาณให้คู่แข่งรับรู้ว่า Isuzu พร้อมเข้าสู่ EV Segment อย่างจริงจังแล้ว


อนาคตของ D-Max EV : น่าจะมีมากกว่าแค่รุ่นเดียว

มีความเป็นไปได้สูงว่า D-Max EV จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนแตกไลน์เป็นรุ่น Fleet / Commercial มีการพัฒนา Battery Gen ใหม่ และอาจส่งรุ่น Single Motor เวอร์ชันราคาประหยัดเจาะตลาด

Isuzu D-Max EV คือหนึ่งใน EV ไม่กี่รุ่นที่ “เข้าใจโลกความจริงของผู้ใช้” มันไม่ได้พยายามเป็นรถที่แรงที่สุด หรือวิ่งไกลที่สุด แต่พยายามเป็น “รถไฟฟ้าที่ทำงานได้จริง เหมือนกระบะดีเซล”

ราคา 1,591,000 บาท ถูกหรือแพง?

คำถามนี้ตอบสั้น ๆ แบบตรงประเด็นเลย:
1,591,000 บาท สำหรับ Isuzu D-Max EV = “ไม่แพง แต่ก็ไม่ถูก” แต่ถ้าเจาะลึกจริง ๆ ต้องบอกว่า “ตั้งราคามาฉลาด” มาก


เทียบก่อนตัดสิน: ราคานี้อยู่ตรงไหนของตลาด

ราคา D-Max EV : 1,591,000 บาท (AWD Dual Motor)

ราคา D-Max ดีเซล ตัวท็อป รุ่น  4x4 : ประมาณ 1.1 – 1.25 ล้านบาท

แปลว่า EV แพงกว่าดีเซลราว +300,000 ถึง +400,000 บาท



ถูกหรือแพง?

มุมที่บอกว่า “ไม่แพง”

1. ได้ AWD + Dual Motor มาเลย ได้ EV กระบะ ขับ 4 แท้ (ไม่ใช่ 4x2) Torque มาเต็มทันที

ถ้าเทียบกับดีเซล 4x4 ตัวท็อป ราคานี้ถือว่า “บวกเพิ่มไม่แรง”


2. ได้ “ต้นทุนใช้งานต่ำ” ระยะยาว

ค่าไฟถูกกว่าน้ำมัน ค่า maintenance น้อยกว่า (ไม่มีเครื่องยนต์ / เกียร์) สำหรับ “ฟลีท / วิ่งงานทุกวัน” จะสามารถคืนทุนได้จริง


3. ได้แพ็กเกจบริการ ฟรีเช็กระยะ 5 ปี / 100,000 กม.  ช่วยลด cost แฝงช่วงแรกไปอีก


มุมที่บอกว่า “ยังแพงอยู่”

1. Range ยังไม่สุด ระยะทางวิ่ง ~331 km (NEDC) / ~263 km (WLTP) ถ้าใช้ “วิ่งต่างจังหวัดหนัก ๆ” ยังไม่สะดวกเท่าดีเซล


2. ชาร์จยังไม่เร็วมาก ชาร์จ DC สูงสุด ~50 kW เทียบกับ EV รุ่นใหม่ ๆ ยังช้ากว่า


3. Performance ไม่ได้แรงแบบ EV สายซิ่ง

190 แรงม้า / 325 Nm บ่งบอกว่า Isuzu “ตั้งใจไม่ทำให้แรงเวอร์” เพราะเน้น “ทน + ใช้งานจริง”

ข้อมูลทางเทคนิค Isuzu D Max EV

มิติตัวถัง : ยาว 5,280 มม. กว้าง 1,870 มม. สูง 1,810 มม. ระยะฐานล้อ 3,125 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 210 มม. สามารถลุยน้ำได้ลึก 600 มม.

ระบบขับเคลื่อน : มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ทำงานผ่านชุดขับเคลื่อนแบบ eAxle ใหม่ ให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 325 นิวตันเมตร โดยแบ่งเป็นมอเตอร์ด้านหน้า 58 แรงม้า 108 นิวตันเมตร และมอเตอร์ด้านหลัง 132 แรงม้า 217 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Full-Time 4WD ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 10.1 วินาที ความเร็วสูงสุดมากกว่า 130 กม./ชม.

ด้านพลังงาน : แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนแรงดัน 350 โวลต์ ความจุ 66.9 kWh รองรับการชาร์จไฟ AC สูงสุด 11 kW ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง จาก 0-100% และรองรับการชาร์จด่วน DC 50 kW สามารถชาร์จจาก 20-80% ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมระบบ Regenerative Braking 4 ระดับ เพื่อช่วยชาร์จพลังงานกลับขณะชะลอความเร็ว

สมรรถนะ : รองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุด 1,010 กิโลกรัม และลากจูงได้ถึง 3,500 กิโลกรัม

น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 2,350 กิโลกรัม พร้อมช่วงล่างด้านหลังแบบ De-Dion ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าโดยเฉพาะ

ระยะทางการขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP อยู่ที่ประมาณ 361 กิโลเมตร (ใช้งานจริงเฉลี่ยราว 331 กม.) และมีการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

Insight สำคัญ : Isuzu ไม่ได้ตั้งราคาเพื่อแข่งกับ EV แต่ตั้งราคาเพื่อ “เปลี่ยนจากดีเซล”

D-Max EV ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “ถูกที่สุด” แต่ถูกออกแบบมาให้ “ใช้งานแล้วคุ้มที่สุด” และนั่นแหละ…คือเหตุผลที่ราคา 1.59 ล้าน มันดู “กลาง ๆ” บนกระดาษ แต่ “โคตรแม่น” ในโลกความจริง


อีซูซุเปิดตัวรถปิกอัพไฟฟ้า “Isuzu D-max EV” ในงานมอเตอร์โชว์ ราคา 1,591,000 บาท

17 มีนาคม 2569 : อีซูซูเป็นค่ายรถปิกอัพค่ายแรกที่ประกาศลุยตลาดกระบะ EV เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2567 โดยครั้งนั้นได้ทำการเปิดตัวรถปิกอัพ EV ต้นแบบ “อีซูซุ ดีแมคซ์” (Isuzu D-Max EV Concept) รุ่นไฟฟ้า 100% (BEV) ผ่านมา 2 ปีเต็มๆก็ประกาศเปิดตัว “เวอร์ชั่นขายจริง” ซึ่งคาดว่าจะเป็นสเป็คเดียวกันกับรถต้นแบบ ที่ติดตั้งขุมพลังมอเตอร์แฝดขนาด 130 กิโลวัตต์ (174 แรงม้า) แรงบิดรวม 325 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเฟืองท้าย “eAxle” ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตร/ ชั่วโมง



Isuzu D-Max EV เป็นรถปิกอัพ 4 ประตู ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล ชุดมอเตอร์คู่และเฟืองท้ายภายใต้ “eAxle” ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำงานร่วมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ผสานกับช่วงล่างด้านหลังใหม่แบบ De-Dion ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล และความสามารถในการบรรทุกแบบรถปิกอัพขนาด 1 ตัน



จุดเด่นของปิกอัพอีวีคันนี้คือใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง  2  ตัว ที่มีแรงบิดรวมกัน 325 นิวตัน-เมตร และมีการออกแบบโครงและตัวถังที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มความสามารถในการลากจูง

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 66.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time วิ่งได้ระยะทางไกลสุด 300 กม.ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

มีการติดตั้งฉนวนป้องกันน้ำเข้าแบตเตอรี่ แถมยังมีการติดตั้งการ์ดกันกระแทกใต้ท้องรถแทบจะหน้าจรดหลัง กันท้องครูดหลังเต่า หรือกระแทกกระทั้นเวลาเจอหลุมเจอบ่อบนถนนได้เป็นอย่างดี...

อีซูซุประกาศหนุนไทยให้เป็นฮับผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าส่งออกไปยุโรปและอาเซียนโดยใช้โรงงานที่สำโรงเป็นฐานการผลิต ประเทศแรกที่ส่งไปขายคือ นอร์เวย์ ในปี 2568 จากนั้นข้ามเกาะไปเปิดตัวในสหราชอาณาจักร ตามด้วยออสเตรเลีย และไทย ตามความต้องการของตลาดและความพร้อมในการขยายสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้ครอบคลุม

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้