X

Chery เปิดตัวเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Solid-state ใหม่ วิ่งไกล 1,500 กม./การชาร์จเต็มครั้งเดียว!

Last updated: 18 มี.ค. 2569  |  53 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Chery เปิดตัวเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Solid-state ใหม่ วิ่งไกล 1,500 กม./ชาร์จ

ประหยัดกว่าเบนซิน/ดีเซล 4 เท่า!

Chery จัดงาน "Battery Night" วันนี้ (18 มี.ค. 2569)  เปิดตัวเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Solid-state เปลี่ยนจาก "ของเหลว" เป็น "เซรามิกแข็ง"  ความหนาแน่นพลังงานระดับ 600 Wh/kg ใช้ AI คำนวณการไหลของกระแสไฟระดับอะตอมเพื่อบริหารจัดการความร้อนรองรับการชาร์จเร็วแบบ Ultra-fast Charging ทำให้สามารถชาร์จจาก 10% - 80% ได้ใน 10-12 นาที ถ้าชาร์จเต็ม 1 ครั้งจะวิ่งได้ไกลสุด 1,500 กม. (วิ่งไปกลับ กรุงเทพ-เชียงใหม่ สบายๆ) และไม่รั่วซึม ไม่ติดไฟ เพราะเป็นแบตเตอรี่แบบแข็ง



เพื่อให้เห็นภาพแบบเจาะลึกว่าทำไม Chery ถึงกล้าประกาศตัวเลข “1,500 กม.” ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานรถ EV ทั่วไปเกือบ 3 เท่า เราต้องมาดูไส้ในของเทคโนโลยีที่พวกเขาซุ่มพัฒนา นี่คือรายละเอียดเชิงเทคนิคและคาดการณ์ปัจจัยความสำเร็จที่น่าสนใจ

1. การเปลี่ยนจาก "ของเหลว" เป็น "เซรามิกแข็ง" (Solid Electrolyte)

หัวใจสำคัญคือการตัด Liquid Electrolyte (สารหนืดนำไฟฟ้า) ออกไป แล้วแทนที่ด้วยชั้น Solid Electrolyte ที่คาดว่าเป็นประเภท Sulfide-based หรือ Oxide-based สารนำไฟฟ้าแบบแข็งจะช่วยให้ประจุวิ่งได้เสถียรมาก และที่สำคัญคือ "ไม่ติดไฟ" แม้จะถูกเจาะหรือกระแทกอย่างแรง ทำให้ Chery สามารถตัดระบบระบายความร้อนที่เทอะทะออกไปได้เยอะมาก เพื่อเอาพื้นที่มาอัดเซลล์แบตเตอรี่เพิ่มแทน

2. ความหนาแน่นพลังงานระดับ 600 Wh/kg

ปัจจุบันแบตเตอรี่ Lithium-ion ทั่วไป เช่น ใน Tesla หรือ BYD มีความหนาแน่นอยู่ที่ประมาณ 250-300 Wh/kg แต่ Chery เคลมว่าเทคโนโลยีใหม่นี้ระดับความหนาแน่นของพลังงานพุ่งไปถึง 600 Wh/kg

ตัวเลข “600 Wh/kg” นี้หมายความว่าในน้ำหนักแบตเตอรี่ที่เท่าเดิม Chery สามารถเก็บไฟได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่าตัว นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ตัวเลข 1,500 กม. เป็นไปได้โดยที่รถไม่ต้องมีขนาดใหญ่เท่ารถบรรทุก

3. ขั้วลบแบบ Lithium Metal (Lithium Metal Anode)

คาดการณ์ว่า Chery ประสบความสำเร็จในการใช้ Lithium Metal มาทำเป็นขั้วลบแทน Graphite หรือ Silicon ซึ่งในทางเทคนิค Lithium Metal มักจะมีปัญหาเรื่องการเกิด "Dendrites" (ผลึกแหลมคมที่งอกออกมาทิ่มแทนชั้นกั้นจนแบตฯ ลัดวงจร) แต่ด้วยชั้น Solid Electrolyte ที่แข็งแกร่งของ Chery จะช่วย "กดทับ" และ "ป้องกัน" การเกิดผลึกนี้ได้ ทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานและปลอดภัย

4. กระบวนการผลิตแบบ "Dry Coating" (การเคลือบแบบแห้ง)

ความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ของ Chery มาจากนวัตกรรมการผลิตที่เรียกว่า Solvent-free Dry Film มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการผลิตแบตเตอรี่แบบเก่าต้องใช้สารละลายและต้องรอให้แห้งในตู้อบขนาดใหญ่ แต่การเคลือบแบบแห้งช่วยลดขั้นตอน ลดพลังงานในการผลิต และทำให้ราคาต้นทุนต่อกิโลวัตต์ (kWh) ถูกลง จนสามารถนำมาขายในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้

5. ระบบจัดการแบตเตอรี่ AI-Driven BMS

Chery พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ AI ในการคำนวณการไหลของกระแสไฟในระดับอะตอม ระบบนี้จะช่วยบริหารจัดการความร้อนขณะชาร์จเร็ว (Ultra-fast Charging) ทำให้สามารถชาร์จจาก 10% เป็น 80% ได้ในเวลา 10-12 นาที โดยที่ตัวแบตเตอรี่ไม่เสื่อมสภาพเร็วเกินไป



ทำไม Chery ถึงชนะในเกมนี้?

ความสำเร็จของ Chery ไม่ได้เกิดจากการค้นพบสารใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "การผสมผสาน" ระหว่าง วัสดุศาสตร์ (Electrolyte แบบแข็ง) นวัตกรรมการผลิต (Dry Coating ที่ลดต้นทุน) และวิศวกรรมการออกแบบ (การอัดเซลล์ให้แน่นขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม)

การจัดงาน Battery Night (18 มีนาคม) นี้ จึงไม่ใช่แค่การโชว์ของเล่นใหม่ แต่คือการประกาศว่า "ยุคแห่งการรอชาร์จนานๆ และการกลัวรถไฟไหม้กำลังจะจบลง"

วิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย หากแบตเตอรี่ตัวนี้ถูกนำเข้ามาในอนาคตไหมครับ?

Solid-state Battery จาก Chery (หรือแบรนด์อื่นในอนาคต) จะไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนแบตเตอรี่รุ่นใหม่ แต่มันคือการ "Set Zero" ความเชื่อเดิมๆ ของคนไทยที่มีต่อรถ EV นี่คือการวิเคราะห์เจาะลึกผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดไทยใน 4 มิติหลัก:

1. ปิดจุดตายเรื่อง "ระยะทาง" (End of Range Anxiety)

คนไทยจำนวนมากยังไม่กล้าใช้ EV เพราะกังวลเรื่องการเดินทางไกล เช่น กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ หรือ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต หากรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ 1,500 กม. จริง คนไทยจะมอง EV ไม่ต่างจากรถน้ำมัน (หรือดีกว่า) เพราะชาร์จเต็มครั้งเดียววิ่งได้เกือบครึ่งเดือนสำหรับการใช้งานในเมือง หรือขับไป-กลับต่างจังหวัดได้โดยไม่ต้องวางแผนหาตู้ชาร์จระหว่างทาง ทำให้ตลาดรถสันดาป (ICE) ในกลุ่มผู้ใช้รถเดินทางไกลถูกแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างรวดเร็ว

2. สถานีชาร์จจะเปลี่ยนบทบาท (Charging Infrastructure Shift)

ปัจจุบันแบรนด์ต่างๆเน้นขยายตู้ชาร์จตามปั๊มน้ำมันทุกๆ 50-100 กม. แต่ถ้ารถชาร์จทีวิ่งได้ไกลขึ้น ความจำเป็นในการ "ชาร์จระหว่างทาง" จะลดลง แต่ความต้องการ "เครื่องชาร์จกำลังไฟสูง (Ultra-fast Charge)" ตามจุดหมายปลายทางจะสูงขึ้นแทน และทำให้ผู้ให้บริการสถานีชาร์จในไทย เช่น OR, EA, MEA อาจต้องปรับกลยุทธ์จากการเน้น "จำนวนจุด" เป็นการเน้น "ความแรงของไฟ" เพื่อรองรับแบตเตอรี่ความจุสูงที่ชาร์จเสร็จใน 10-15 นาที

3. ตลาดรถ EV มือสองจะสั่นคลอน (Resale Value Impact)

นี่คือเรื่องที่น่ากังวลที่สุดสำหรับเจ้าของรถ EV รุ่นปัจจุบัน รถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่แบบเดิม (Lithium-ion/LFP) ที่วิ่งได้ 400-500 กม. จะกลายเป็นเทคโนโลยี "ตกรุ่น" ทันทีเมื่อ Solid-state เข้ามาในราคาที่ใกล้เคียงกัน ราคารถ EV มือสองรุ่นเก่าอาจร่วงแรง คล้ายกับตอนที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกมา ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังจะซื้อรถในช่วงปี 2569 อาจชะลอการตัดสินใจเพื่อ "รอดู" เทคโนโลยีนี้ก่อน

4. ไทยในฐานะฐานการผลิต (Supply Chain Opportunity)

ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ของ Chery (ผ่านพันธมิตรอย่าง Omoda & Jaecoo) หาก Chery เลือกไทยเป็นฐานประกอบรถที่ใช้แบตเตอรี่ Solid-state จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจากการเป็น "โรงงานประกอบ" สู่ "ศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง" ทำให้เกิดการจ้างงานทักษะสูงและการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่อาจส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนเครื่องยนต์แบบเดิมที่ปรับตัวไม่ทัน

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย ถ้าเทคโนโลยีนี้ของ Chery ประสบความสำเร็จและถูกนำเข้ามาจำหน่ายในไทยช่วงปี 2570-2571:

ความคุ้มค่า: รถ EV จะกลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าแบบ "ไม่มีข้อโต้แย้ง" เมื่อเทียบกับรถน้ำมัน
ความปลอดภัย: ข่าวเรื่องรถไฟไหม้จะหายไปจากหน้าสื่อไทย เพราะคุณสมบัติไม่ติดไฟของ Solid-state
การตัดสินใจ: ใครที่กำลังจะซื้อรถ EV รุ่นปัจจุบันอาจต้องพิจารณาเรื่อง "มูลค่าขายต่อ" ในอีก 5 ปีข้างหน้าให้ดี


Solid-state Battery จะทำให้ราคารถสูงขึ้นมากน้อยแค่ไหน?

นี่คือประเด็นที่น่าสนใจที่สุด เพราะปกติเทคโนโลยีใหม่ที่ล้ำหน้ามักมาพร้อมราคาที่ "เอื้อมไม่ถึง" แต่สำหรับ Solid-state Battery ของ Chery มีการคาดการณ์ทิศทางราคาไว้ 2 ระยะ ดังนี้

1. ระยะแรก (ปี 2569 - 2570): "ราคายังสูงและจำกัดวงอยู่ในรุ่นท็อป"

ในช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ต้นทุนการผลิต Solid-state ยังสูงกว่าแบตเตอรี่ Lithium-ion (LFP/NMC) ในปัจจุบันประมาณ 2 - 3 เท่า คาดว่ารถรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ตัวนี้จะมีราคาสูงกว่ารถ EV รุ่นปกติในสเปกเดียวกันประมาณ 20% - 40% ซึ่ง Chery น่าจะติดตั้งในแบรนด์หรูหรือรุ่น Flagship เช่น Exeed หรือรุ่นท็อปของ Omoda/Jaecoo เพื่อจับกลุ่มลูกค้า Premium ที่ต้องการเทคโนโลยีสูงสุดและระยะทางวิ่งที่ไกลที่สุดก่อน

2. ระยะกลางถึงยาว (ปี 2571 เป็นต้นไป) "ราคาจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว"

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Chery มั่นใจคือเทคโนโลยี "Dry Coating" (การเคลือบแบบแห้ง) ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้

ลดขั้นตอนการผลิต: เทคโนโลยีนี้ตัดกระบวนการอบแห้งที่กินพลังงานและเสียเวลาออกไป ทำให้ลดต้นทุนการผลิตลงได้มหาศาล

Economy of Scale: เมื่อผลิตในปริมาณมาก (Mass Production) คาดว่าราคาจะลดลงจน ใกล้เคียงหรือเท่ากับ แบตเตอรี่ NMC ภายใน 3-5 ปี

วัสดุทางเลือก: หาก Chery สามารถพัฒนา Solid-state ที่ใช้สารพื้นฐานราคาถูก (เช่น โซเดียม หรือ สารประกอบออกไซด์ทั่วไป) ราคาตัวรถอาจไม่ได้แพงอย่างที่คิด

ราคาคาดการณ์ในตลาดไทย

หากสมมติว่ารถ EV จีนรุ่นยอดนิยมปัจจุบันราคา 1,000,000 บาท (วิ่งได้ 500 กม.) รุ่น Solid-state รุ่นแรกๆ ราคาอาจดีดไปอยู่ที่ 1,300,000 - 1,500,000 บาท แต่ได้ระยะทาง 1,500 กม. และความปลอดภัยสูง สำหรับคนเดินทางไกลบ่อยๆ ส่วนต่าง 3-5 แสนบาทอาจคุ้มค่ากว่าการต้องเสียเวลาชาร์จไฟหรือความกังวลเรื่องแบตเตอรี่เสื่อม/ไฟไหม้

ปัจจัยเสี่ยงด้านราคา

ราคาแร่ธาตุ: หากความต้องการแร่ลิเธียมความบริสุทธิ์สูง (สำหรับ Solid-state) พุ่งสูงขึ้น อาจทำให้ราคาแบตเตอรี่ลดลงช้ากว่าที่คาด นอกจากนี้ตลาดในไทยต้องรอดูว่ารัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสำหรับรถที่ใช้เทคโนโลยี Solid-state หรือไม่

สรุปง่ายๆ ในช่วง 1-2 ปีแรก "แพงแน่นอน" และเป็นของเล่นคนรวยหรือสาย Tech ตามสไตล์เทคโนโลยีใหม่ แต่หลังจากนั้นจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ "ราคาจับต้องได้"

ความคุ้มค่า ระหว่างส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น กับค่าไฟที่ประหยัดได้จากการไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ

การคำนวณความคุ้มค่าของรถ EV ที่ใช้ Solid-state Battery (1,500 กม.) เทียบกับ EV ปกติ (500 กม.) มีจุดที่น่าสนใจคือ "ความประหยัด" ไม่ได้มาจากค่าไฟที่ถูกลงต่อหน่วย แต่มาจาก "ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน" และ "ความสะดวกสบาย "

ลองมาดูตัวเลขสมมติเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน (อ้างอิงระยะใช้งาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.) ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบสมมติฐาน




1. ความประหยัดจาก "ค่าไฟ" (Energy Efficiency)

แม้ค่าไฟต่อหน่วย (kWh) จะเท่ากัน แต่ Solid-state Battery มีความได้เปรียบเชิงเทคนิค ดังนี้:

Charging Efficiency: การชาร์จแบตเตอรี่แต่ละครั้งจะมีการสูญเสียพลังงานเป็นความร้อนประมาณ 10-15% การที่คุณชาร์จเพียง 1 ครั้ง แทนที่จะเป็น 3 ครั้ง เพื่อให้ได้ระยะทางเท่ากัน จะช่วยประหยัดไฟแฝงได้ประมาณ 5-8%

น้ำหนักเบากว่า: แบตเตอรี่ Solid-state มีความหนาแน่นสูงกว่า ทำให้น้ำหนักรวมของรถเบาลง (ในความจุที่เท่ากัน) ส่งผลให้กินไฟน้อยลงต่อกิโลเมตร

ด้านตัวเงิน: หากวิ่ง 150,000 กม. คาดว่าจะประหยัดค่าไฟเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 15,000 - 25,000 บาท ตลอด 5 ปี (ถือว่าไม่เยอะเมื่อเทียบกับส่วนต่างค่ารถ)

2. ความคุ้มค่าจาก "เวลาและโอกาส" (Opportunity Cost)

นี่คือความคุ้มค่าที่ซ่อนอยู่

ประหยัดเวลาชาร์จ: หากคุณเดินทางไกล การชาร์จ EV ปกติ 1 ครั้ง (DC Fast Charge) ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที หากวิ่ง 1,500 กม. คุณต้องแวะชาร์จอย่างน้อย 3-4 ครั้ง (รวมเวลาประมาณ 2-3 ชม.)

Solid-state: ชาร์จครั้งเดียวจากบ้าน วิ่งถึงจุดหมายได้เลย ไม่ต้องวนหาตู้ชาร์จที่อาจจะเต็มหรือเสีย สำหรับนักธุรกิจหรือคนที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง การประหยัดเวลาเดินทางไป-กลับต่างจังหวัดได้ทริปละ 2-3 ชม. มีมูลค่ามหาศาลกว่าค่าไฟที่ประหยัดได้ครับ

3. มูลค่าขายต่อและความทนทาน (Resale Value & Degradation)

แบตเตอรี่ไม่เสื่อม: Solid-state มีอายุการใช้งาน (Life Cycle) สูงกว่าแบตเตอรี่ปัจจุบันมาก และทนความร้อนเมืองไทยได้ดีกว่า

ราคาขายต่อ: ในปีที่ 5 รถที่ใช้ Solid-state จะยังเป็นเทคโนโลยีที่ "ทันสมัย" ในขณะที่รถรุ่นเก่าอาจถูกมองว่า "ล้าหลัง" ทำให้ราคาขายต่อของรุ่น Solid-state อาจสูงกว่ารุ่นปกติเกินกว่าส่วนต่าง 350,000 บาทที่จ่ายไปตอนแรกเสียอีก


คุ้มไหมที่จะจ่ายเพิ่ม 350,000 บาท?

ถ้าขับอยู่แค่ในเมือง: จ่ายเพิ่ม 3.5 แสนบาทเพื่อวิ่ง 1,500 กม./ชาร์จ อาจจะ "ไม่คุ้ม" ในเชิงตัวเงิน เพราะสามารถชาร์จที่บ้านทิ้งไว้ตอนกลางคืนได้อยู่แล้ว

ถ้าเดินทางข้ามจังหวัดบ่อย: จ่ายเพิ่มเพื่อ "ซื้อเวลา" และ "ความสบายใจ" ถือว่า "คุ้มค่ามาก" เพราะมันคือการจบปัญหาทุกอย่างของ EV ในปัจจุบัน

ความคุ้มค่าสูงสุดอยู่ที่ "ความปลอดภัย" เนื่องจาก Solid-state ไม่ติดไฟ ซึ่งเป็นมูลค่าที่ประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้สำหรับครอบครัว

รถ EV Solid-state (Chery) ที่วิ่งได้ 1,500 กม. มาปะทะกับ รถน้ำมัน (ICE) ทั้งเบนซินและดีเซล

นี่คือการเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดที่สุดในแง่การใช้งานจริงครับ

1. ระยะทางวิ่งต่อ "หนึ่งถัง/หนึ่งชาร์จ"

รถน้ำมัน (เบนซิน/ดีเซล): โดยทั่วไปถังน้ำมันมาตรฐานจะวิ่งได้ประมาณ 600 - 800 กม. (ยกเว้นรถกระบะดีเซลบางรุ่นที่อาจแตะ 1,000 กม.)

EV Solid-state: วิ่งได้ 1,500 กม.

EV Solid-state ชนะขาดลอย เพราะวิ่งได้ไกลกว่ารถน้ำมันเกือบ 2 เท่า ชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้นานกว่าเติมน้ำมันหนึ่งถัง

2. ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (Energy Cost)

สมมติระยะทาง 1,500 กม. เท่ากัน

รถเบนซิน (อัตราสิ้นเปลือง 15 กม./ลิตร): ค่าน้ำมันประมาณ 3,500 - 4,000 บาท (ลิตรละ 35-40 บาท)

รถดีเซล (อัตราสิ้นเปลือง 18 กม./ลิตร): ค่าน้ำมันประมาณ 2,700 - 3,000 บาท (ลิตรละ 33 บาท)

EV Solid-state: ค่าไฟประมาณ 700 - 1,000 บาท (คำนวณจากค่าไฟบ้านยูนิตละ 4.7 บาท)

เห็นได้ชัดว่า EV Solid-state ประหยัดกว่ารถน้ำมันประมาณ 3 - 4 เท่า

3. การบำรุงรักษา (Maintenance)

รถน้ำมัน: มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเยอะ (เช่น สายพาน, ลูกสูบ, ของเหลว) ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง กรองอากาศ หัวเทียน และเช็กระยะบ่อยกว่า

EV Solid-state: แทบไม่มีของเหลวให้เปลี่ยน แบตเตอรี่แบบแข็งทนทานกว่าแบตฯ EV ปัจจุบันมาก ไม่ต้องกลัวเรื่องความร้อนสะสม

EV Solid-state ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าในระยะยาว

4. ความสะดวกในการเติมพลังงาน (Convenience)

รถน้ำมัน: เติมเสร็จภายใน 3-5 นาที มีปั๊มทุกหัวมุมถนน

EV Solid-state: แม้จะชาร์จเร็ว (Ultra-fast Charge) แต่ยังต้องใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที และต้องหาตู้ชาร์จกำลังไฟสูง

รถน้ำมันยังคงชนะในแง่ความรวดเร็วและความแพร่หลายของสถานีบริการ

เลือกทางไหนดี?

เลือกรถน้ำมัน หากคุณเน้น "ความเร็วในการเติม" เป็นหลัก ไม่ต้องการรอ 10-15 นาที และกังวลเรื่องราคาขายต่อที่ยังไม่นิ่งของเทคโนโลยีใหม่

เลือก EV Solid-state หากคุณเน้น "ความคุ้มค่าต่อกิโลเมตร" และเบื่อการแวะปั๊มบ่อยๆ เพราะรถคันนี้จะทำให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้หลักแสนบาทในเวลาไม่กี่ปี รวมถึงได้เทคโนโลยีความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถน้ำมันทุกประเภท

"ลืมที่ชาร์จไปได้เลย! Chery โชว์แบตฯ Solid-state วิ่งไกล 1,500 กม. ชาร์จครั้งเดียวเที่ยวได้ทั่วไทย"

อ้างอิง : บทวิเคราะห์เจาะลึกเทคโนโลยี Solid-state Battery โดยระบบช่วยสืบค้นข้อมูลอัจฉริยะ (AI Assistant) / ข้อมูลเทคโนโลยี Solid-state จาก Chery และรายงานการพัฒนา Solid-state Battery (ASSB)
ข้อมูลอัปเดตล่าสุด 16 มี.ค.  2569

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้