Last updated: 29 เม.ย 2569 | 164 จำนวนผู้เข้าชม |
"พิพัฒน์" รองนายกฯ และรมว.กระทรวงคมนาคม ปฏิรูประบบขนส่งสู่พลังงานสีเขียว เดินหน้าเปลี่ยนผ่านรถสาธารณะสู่ระบบ EV ครบวงจรครอบคลุมทั้งรถเมล์ แท็กซี่ จักรยานยนต์รับจ้าง และรถตุ๊กตุ๊ก เตรียมนำรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คัน ให้บริการแทนรถเมล์ร้อน รวมถึงมอบนโยบายให้ บขส.เปลี่ยนผ่านสู่รถ EV แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงแผนงานสำคัญในงาน DLT Next 2026: ให้ใจ ให้ทาง ให้ชีวิต ให้ความสุข" เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ด้วยการประกาศแผนปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะไทยที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านที่ประชาชนจะสัมผัสได้จริงผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1.การปฏิวัติสู่พลังงานสีเขียว เดินหน้าเปลี่ยนผ่านรถสาธารณะสู่ระบบ EV แบบครบวงจร ทั้งแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง และรถตุ๊กตุ๊ก โดยรัฐจะเข้าไปอุดหนุนและแก้ปัญหาทั้งระบบ เช่น การเพิ่มสถานีชาร์จ การลดเบี้ยประกันภัย และแก้ปัญหาอะไหล่ขาดแคลน พร้อมประกาศข่าวดี “รถเมล์ร้อนจะหายไป” โดย ขสมก. จะนำรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คันมาให้บริการแทน รวมถึง บขส. ที่เตรียมศึกษา เปลี่ยนผ่านสู่รถ EV เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 มุ่งสู่เป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Net Zero)ในปี 2593
2. ยกระดับความปลอดภัยเทียบเท่าการบิน โดยเตรียมปรับโครงสร้างตั้ง “ศูนย์ความปลอดภัยด้านคมนาคมขนส่ง” บูรณาการการสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกทุกมิติ ทั้งทางถนน ราง น้ำ และอากาศ ด้านกรมการขนส่งทางบกจะคุมเข้มมาตรฐานวิศวกรรมยานยนต์และผู้ขับขี่ ซึ่งที่สำคัญจะมีมาตราการ ผู้รับจ้างในโครงการก่อสร้าง ต้องมี “กองทุนเยียวยา หรือกรมธรรม์ประกันภัย ที่ครอบคลุม จ่ายชดเชยประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยไม่ต้องรอ
3. มาตราการตรึงค่าโดยสาร-ลดค่าครองชีพ โดยเดินหน้าโครงการ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2,060 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งทุกกลุ่ม ตั้งแต่วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ รถตู้ รถบัส ไปจนถึงรถบรรทุกโลจิสติกส์ เพื่อพยุงสภาพคล่องและ "ตรึงราคาค่าโดยสาร" ไม่ให้เป็นภาระประชาชน พร้อมเร่งผลักดัน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ให้รถสาธารณะเป็น Feeder เชื่อมต่อ “ล้อ-ราง-เรือ” เพื่อปรับลดภาระค่าเดินทางของผู้โดยสารลงอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้นายพิพัฒน์ ได้ย้ำว่า "ให้ทุกหน่วยงานคมนาคมบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานอื่น อย่างไร้รอยต่อ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือความสุขของคนไทย”

ด้าน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้กล่าวเปิดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กร โดยเน้นย้ำความสำเร็จในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาผ่าน 8 ผลงานเด่น เช่น การปรับเงินกองทุน กปถ. มาใช้อุดหนุนความปลอดภัยรถสาธารณะโดยตรง, โครงการ “Taxi ดีพร้อม” ติด QR Code ตรวจสอบประวัติคนขับเรียลไทม์, ระบบต่อใบขับขี่ออนไลน์ผ่าน e-Learning, และการจัดระเบียบความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนและรถกระบะดัดแปลง
สำหรับแผนงานสำคัญในระยะต่อไปคือการพลิกโฉมการขนส่งฯ. สู่บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ได้แก่ การดึงเทคโนโลยี AI และ CCTV คุมเข้มสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ทั่วประเทศ เพิ่มความโปร่งใสและแม่นยำ โครงการ DLT EV Roadmap เปลี่ยนผ่านรถสาธารณะและแท็กซี่เป็น EV ภายใน 5 ปี พร้อมปรับโครงสร้างภาษีรถ EV เพื่อสร้างแรงจูงใจ การยกระดับความปลอดภัยรถโรงเรียน สู่มาตรฐานระดับสากล ระบบ GPS TWO-WAY แจ้งเตือนพฤติกรรมเสี่ยงและเส้นทางอันตรายแบบเรียลไทม์ และ เปิดตัว DLT One App ซูเปอร์แอปที่รวมทุกบริการของกรมการขนส่งทางบกไว้ในที่เดียว ทั้งต่อทะเบียน ต่อใบขับขี่ดิจิทัล และชำระภาษี จบครบในแอปเดียว
“กรมการขนส่งทางบกมุ่งขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก โดยนำเทคโนโลยีและฐานข้อมูลมาใช้ยกระดับการให้บริการ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว และมั่นใจ ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกการใช้รถใช้ถนน ภายใต้แนวคิด DLT NEXT 2026 ให้ใจ ให้ทาง ให้ชีวิต ให้ความสุข’ โดย ‘ให้ใจ’ คือการเคารพและใส่ใจเพื่อนร่วมทาง ‘ให้ทาง’ คือการใช้ถนนร่วมกับผู้อื่นอย่างมีวินัยและเอื้อเฟื้อ ‘ให้ชีวิตและให้ความสุข’ คือการลดอุบัติเหตุและสร้างความสุขในทุกการเดินทาง” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

ที่มา : กรมการขนส่งทางบก