Last updated: 17 พ.ค. 2569 | 72 จำนวนผู้เข้าชม |
แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า EV ทำหน้าที่กักเก็บและจ่ายพลังงานหลักให้มอเตอร์ขับเคลื่อน มีความสำคัญทั้งในแง่ของสมรรถนะ ระยะทางขับขี่ต่อการชาร์จ ความปลอดภัย และต้นทุนของตัวรถ ถ้าหากไม่ดูแลรักษาอย่างดี อาจส่งผลต่อความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาว
ดังนั้นผู้ใช้รถ EV ควรหมั่นดูแลเอาใจใส่ด้วยการนำแบตเตอรี่ไปเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการตรวจสอบค่า SOH (State of Health) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ เป็นค่าที่บอกเปอร์เซ็นต์ความจุหรือประสิทธิภาพที่เหลืออยู่ของแบตเตอรี่ เมื่อเทียบกับตอนเป็นแบตเตอรี่ใหม่ (100%)
ทั้งนี้ เจ้าของรถ EV สามารถเช็กความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ด้วยตัวเองในเบื้องต้นด้วยการสังเกตพฤติกรรมของรถ โดยการคำนวณพลังงานชาร์จ หรือใช้เครื่องมือสแกน OBD-II เพื่อเช็กสภาพแบตฯด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ดังนี้
1.สังเกตอาการเตือน "แบตเตอรี่เสื่อม" สัญญาณเตือนขณะขับขี่
ก่อนจะใช้เครื่องมือตรวจเช็ก สามารถสังเกตอาการผิดปกติทางกายภาพและพฤติกรรมของรถได้ดังนี้
-ระยะทางวิ่งลดลงผิดปกติ: ขับขี่ด้วยพฤติกรรมเดิม เส้นทางเดิม เปิดแอร์เท่าเดิม แต่ได้ระยะทางสั้นลงกว่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
-เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ลดฮวบ: เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ (SoC) ลดลงเร็วกว่าปกติ หรือตัวเลขแกว่งสลับไปมาไม่คงที่
-ชาร์จเต็มเร็วหรือชาร์จนานผิดปกติ: แบตเตอรี่รับไฟได้น้อยลงทำให้ชาร์จเต็มเร็วกว่าปกติ (เนื่องจากความจุลดลง) หรือในบางกรณีอาจใช้เวลาชาร์จนานขึ้นมากกว่าเดิม
-ความร้อนสูงขณะชาร์จหรือใช้งาน: ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ทำงานหนัก และตัวแบตเตอรี่มีความร้อนสะสมสูงผิดปกติ
2.เช็กสุขภาพแบตเตอรี่ (SOH) ด้วยตัวเอง
การเช็กสุขภาพแบตเตอรี่หลักๆ คือการหาค่า SoH (State of Health) ซึ่งเทียบได้กับเปอร์เซ็นต์ "สุขภาพแบตเตอรี่" ในสมาร์ทโฟน โดยมี 2 วิธีหลักที่ทำเองได้ดังนี้
วิธีที่ 1 คำนวณจากปริมาณไฟที่ชาร์จเข้าจริง (DIY คาดการณ์) เป็นวิธีที่ใช้การสังเกตจากตู้ชาร์จหรือมิเตอร์ที่บ้านโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม
1) ใช้รถให้แบตเตอรี่เหลือต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้ (เช่น 1% - 5%)
2) ทำการชาร์จไฟกลับเข้าไปให้เต็ม 100%
3) ตรวจดูจำนวนหน่วยไฟฟ้า (kWh) ที่ชาร์จเข้าจริงจากหน้าจอสถานีชาร์จ
4) นำมาคำนวณตามสูตร: SOH (%) = ความจุที่วัดได้(Ah) ÷ ความจุเริ่มต้น(Ah) × 100
วิธีที่ 2 ใช้ตัวต่อ OBD-II และแอปพลิเคชัน (แม่นยำที่สุดแบบทำเอง)
วิธีนี้จะทำให้อ่านค่าจากสมองกลของรถ (BMS) ได้โดยตรง:
1) ซื้อหัวต่อ OBD-II Adapter (แนะนำรุ่นที่รองรับรถ EV เช่น OBDLink หรือรุ่นที่มีโปรโตคอลอ่านค่ารถไฟฟ้า)
2) เสียบเข้ากับพอร์ต OBD-II ใต้คอนโซลฝั่งคนขับ
3) เชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟน แล้วเปิดแอปพลิเคชัน เช่น Car Scanner ELM OBD2 หรือแอปเฉพาะของรถแต่ละค่าย
4) อ่านค่าที่ชื่อว่า State of Health (SoH), Battery Aging หรือ Available Energy When Fully Charged เพื่อดูความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่
เกณฑ์การประเมินค่า SOH
| เปอร์เซ็นต์ SOH | ความหมาย/สิ่งที่ควรทำ |
| 100% – 80% | สภาพดีเยี่ยม แบตเตอรี่ยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐาน |
| 79% – 70% | เริ่มเสื่อมสภาพเล็กน้อย ระยะทางวิ่งอาจลดลงบ้าง สามารถใช้งานได้ปกติ ควรเลี่ยงการชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) บ่อยๆ |
| ต่ำกว่า 70% | เสื่อมสภาพสูง รถส่วนใหญ่จะเริ่มเข้าเกณฑ์เคลมประกันเปลี่ยนแบตเตอรี่ฟรีจากศูนย์บริการ (เงื่อนไขขึ้นอยู่กับแต่ละค่ายรถ) |

ถ้าต้องการผลลัพธ์ที่แน่นอน 100% ควรทำอย่างไร?
หากลองเช็กเบื้องต้นแล้วพบความผิดปกติ แนะนำให้ส่งรถเข้าศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ หรือศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่มีบริการ Battery Health Check (เช่น FIT Auto) ทางช่างจะใช้เครื่องสแกนระดับลึก (Diagnostic Tools) หรือเข้า Service Mode เพื่อทำการทดสอบคายประจุและคำนวณสถิติอย่างแม่นยำ พร้อมออกใบรับรองสุขภาพแบตเตอรี่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทันที