X

แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมสังเกตดูอย่างไร? แนะวิธีเช็กสุขภาพแบตเตอรี่ด้วยตัวเอง

Last updated: 17 พ.ค. 2569  |  68 จำนวนผู้เข้าชม  | 

แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมสังเกตดูอย่างไร? วิธีเช็กสุขภาพแบตเตอรี่ (SOH) ด้วยตัวเอง

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า EV ทำหน้าที่กักเก็บและจ่ายพลังงานหลักให้มอเตอร์ขับเคลื่อน มีความสำคัญทั้งในแง่ของสมรรถนะ ระยะทางขับขี่ต่อการชาร์จ ความปลอดภัย และต้นทุนของตัวรถ ถ้าหากไม่ดูแลรักษาอย่างดี อาจส่งผลต่อความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาว

ดังนั้นผู้ใช้รถ EV ควรหมั่นดูแลเอาใจใส่ด้วยการนำแบตเตอรี่ไปเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการตรวจสอบค่า SOH (State of Health) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ เป็นค่าที่บอกเปอร์เซ็นต์ความจุหรือประสิทธิภาพที่เหลืออยู่ของแบตเตอรี่ เมื่อเทียบกับตอนเป็นแบตเตอรี่ใหม่ (100%)

ทั้งนี้ เจ้าของรถ EV สามารถเช็กความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ด้วยตัวเองในเบื้องต้นด้วยการสังเกตพฤติกรรมของรถ โดยการคำนวณพลังงานชาร์จ หรือใช้เครื่องมือสแกน OBD-II เพื่อเช็กสภาพแบตฯด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ดังนี้

1.สังเกตอาการเตือน "แบตเตอรี่เสื่อม" สัญญาณเตือนขณะขับขี่
ก่อนจะใช้เครื่องมือตรวจเช็ก สามารถสังเกตอาการผิดปกติทางกายภาพและพฤติกรรมของรถได้ดังนี้

-ระยะทางวิ่งลดลงผิดปกติ: ขับขี่ด้วยพฤติกรรมเดิม เส้นทางเดิม เปิดแอร์เท่าเดิม แต่ได้ระยะทางสั้นลงกว่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด

-เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ลดฮวบ: เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ (SoC) ลดลงเร็วกว่าปกติ หรือตัวเลขแกว่งสลับไปมาไม่คงที่

-ชาร์จเต็มเร็วหรือชาร์จนานผิดปกติ: แบตเตอรี่รับไฟได้น้อยลงทำให้ชาร์จเต็มเร็วกว่าปกติ (เนื่องจากความจุลดลง) หรือในบางกรณีอาจใช้เวลาชาร์จนานขึ้นมากกว่าเดิม

-ความร้อนสูงขณะชาร์จหรือใช้งาน: ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ทำงานหนัก และตัวแบตเตอรี่มีความร้อนสะสมสูงผิดปกติ

2.เช็กสุขภาพแบตเตอรี่ (SOH) ด้วยตัวเอง

การเช็กสุขภาพแบตเตอรี่หลักๆ คือการหาค่า SoH (State of Health) ซึ่งเทียบได้กับเปอร์เซ็นต์ "สุขภาพแบตเตอรี่" ในสมาร์ทโฟน โดยมี 2 วิธีหลักที่ทำเองได้ดังนี้

วิธีที่ 1 คำนวณจากปริมาณไฟที่ชาร์จเข้าจริง (DIY คาดการณ์) เป็นวิธีที่ใช้การสังเกตจากตู้ชาร์จหรือมิเตอร์ที่บ้านโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม

1) ใช้รถให้แบตเตอรี่เหลือต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้ (เช่น 1% - 5%)
2) ทำการชาร์จไฟกลับเข้าไปให้เต็ม 100%
3) ตรวจดูจำนวนหน่วยไฟฟ้า (kWh) ที่ชาร์จเข้าจริงจากหน้าจอสถานีชาร์จ
4) นำมาคำนวณตามสูตร: SOH (%) = ความจุที่วัดได้(Ah) ÷ ความจุเริ่มต้น(Ah) × 100

วิธีที่ 2 ใช้ตัวต่อ OBD-II และแอปพลิเคชัน (แม่นยำที่สุดแบบทำเอง)

วิธีนี้จะทำให้อ่านค่าจากสมองกลของรถ (BMS) ได้โดยตรง:

1) ซื้อหัวต่อ OBD-II Adapter (แนะนำรุ่นที่รองรับรถ EV เช่น OBDLink หรือรุ่นที่มีโปรโตคอลอ่านค่ารถไฟฟ้า)
2) เสียบเข้ากับพอร์ต OBD-II ใต้คอนโซลฝั่งคนขับ
3) เชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟน แล้วเปิดแอปพลิเคชัน เช่น Car Scanner ELM OBD2 หรือแอปเฉพาะของรถแต่ละค่าย
4) อ่านค่าที่ชื่อว่า State of Health (SoH), Battery Aging หรือ Available Energy When Fully Charged เพื่อดูความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่

เกณฑ์การประเมินค่า SOH

เปอร์เซ็นต์ SOHความหมาย/สิ่งที่ควรทำ
100% – 80%สภาพดีเยี่ยม แบตเตอรี่ยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐาน
79% – 70%เริ่มเสื่อมสภาพเล็กน้อย ระยะทางวิ่งอาจลดลงบ้าง สามารถใช้งานได้ปกติ ควรเลี่ยงการชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) บ่อยๆ
ต่ำกว่า 70%เสื่อมสภาพสูง รถส่วนใหญ่จะเริ่มเข้าเกณฑ์เคลมประกันเปลี่ยนแบตเตอรี่ฟรีจากศูนย์บริการ (เงื่อนไขขึ้นอยู่กับแต่ละค่ายรถ)


ถ้าต้องการผลลัพธ์ที่แน่นอน 100% ควรทำอย่างไร?

หากลองเช็กเบื้องต้นแล้วพบความผิดปกติ แนะนำให้ส่งรถเข้าศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ หรือศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่มีบริการ Battery Health Check (เช่น FIT Auto) ทางช่างจะใช้เครื่องสแกนระดับลึก (Diagnostic Tools) หรือเข้า Service Mode เพื่อทำการทดสอบคายประจุและคำนวณสถิติอย่างแม่นยำ พร้อมออกใบรับรองสุขภาพแบตเตอรี่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทันที

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้