Last updated: 6 ส.ค. 2569 | 101 จำนวนผู้เข้าชม |
"GAC AION ยึดตลาดรถบริการสาธารณะไฟฟ้า!" ครองแชมป์ยอดจดทะเบียนรถแท็กซี่ไฟฟ้าครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยยอดจดทะเบียน 1,416 คัน ยึดส่วนแบ่งตลาด 61% พร้อมบุกตลาด Ride-hailing โดยจับมือ CLVG, Grab และ ICBC ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 500 คัน ตามแผนการส่งมอบทั้งหมด 2,000 คัน
GAC AION Thailand ประกาศยอดจดทะเบียนรถแท็กซี่ไฟฟ้าช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีทั้งสิ้น 1,416 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดกว่า 61% ล่าสุดจับมือ บริษัท ซีแอลวีจี จำกัด (CLVG) ผู้ให้บริการรถเช่าและโซลูชันด้านยานยนต์, Grab ประเทศไทย และ บริษัท ลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (ICBC) จัดพิธีส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า GAC AION จำนวน 100 คัน นำไปให้บริการในระบบ Ride-hailing เพื่อสนับสนุนรายได้ให้แก่พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ และร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศการเดินทางด้วยพลังงานสะอาดในประเทศไทย เมื่อ 31 กรกฎาคม 2569

การส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องจากความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง GAC และ CLVG ที่ได้ลงนามแผนส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้ารวม 2,000 คันเมื่อปี 2568 โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งมอบรถ AION Y Plus ล็อตแรกจำนวน 100 คัน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยผลักดันจำนวนรถในโครงการของ CLVG ให้เข้าใกล้เป้าหมาย 500 คันรองรับความต้องการของตลาด Ride-hailing ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
Mr. Andrew Wang ประธานกรรมการบริหาร GAC AION Thailand กล่าวว่า "การส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าให้แก่ CLVG ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กร และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของพันธมิตรที่มีต่อเทคโนโลยีและคุณภาพของ GAC AION สำหรับเรา รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างรายได้ของผู้ขับขี่ เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน...
ทั้งนี้ GAC ยังคงเดินหน้าตามแนวคิด 'ผลิตในประเทศไทย ให้บริการในประเทศไทย และเติบโตเคียงข้างประเทศไทย' พร้อมเดินหน้าพัฒนา GAC Mobility Hub ทั้งเครือข่ายสถานีชาร์จและสถานีสลับแบตเตอรี่ รวมถึงขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดสำคัญ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศการเดินทางด้วยพลังงานสะอาดในประเทศไทยอย่างยั่งยืน"
ความร่วมมือระหว่าง GAC AION Thailand, CLVG, Grab ประเทศไทย และ ICBC Leasing (ไทย) ในครั้งนี้ ถือเป็นการผสานจุดแข็งของพันธมิตรในแต่ละด้าน ทั้งการจัดหารถยนต์ไฟฟ้า การให้บริการแพลตฟอร์ม Ride-hailing และการสนับสนุนด้านสินเชื่อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

GAC AION กินตลาดแท็กซี่ EV 61% เกมนี้ไม่ใช่แค่ขายรถ แต่กำลังยึด “ตลาดรถบริการสาธารณะเชิงพาณิชย์”
ตัวเลขยอดจดทะเบียนรถแท็กซี่ไฟฟ้าครึ่งแรกของปี 2569 อาจเป็นเพียงสถิติอีกชุดหนึ่ง แต่หากมองผ่านเลนส์การแข่งขันทางธุรกิจ นี่คือสัญญาณสำคัญว่า GAC AION กำลังสร้างฐานที่มั่นในตลาด EV เชิงพาณิชย์ของไทยได้อย่างแข็งแกร่ง
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า GAC AION มียอดจดทะเบียนรถแท็กซี่ไฟฟ้า 1,416 คัน ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 61% ในช่วงครึ่งปีแรก พร้อมเดินหน้ารุกตลาด Ride-hailing ผ่านความร่วมมือกับ CLVG, Grab และ ICBC Leasing โดยล่าสุดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 100 คัน ทำให้จำนวนรถที่ส่งมอบภายใต้โครงการแตะ 500 คัน จากเป้าหมายรวม 2,000 คัน
แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ "100 คัน" หากอยู่ที่ โมเดลธุรกิจ ที่กำลังเปลี่ยนจากการขายรถให้ลูกค้ารายบุคคล ไปสู่การสร้าง "Fleet Ecosystem"
สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ EV ทั่วโลก ตลาด Fleet ถือเป็นตลาดคุณภาพ เพราะรถหนึ่งคันวิ่งหลายแสนกิโลเมตรต่อปี ทำให้แบรนด์มีโอกาสพิสูจน์คุณภาพ ความทนทาน และต้นทุนการใช้งานจริงได้เร็วกว่าตลาดรถบ้าน หากรถสามารถตอบโจทย์ผู้ขับแท็กซี่หรือคนขับ Grab ได้ ก็มีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั่วไปตามมา
อีกมุมหนึ่ง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบรถ แต่เป็นการเชื่อมพันธมิตรครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ GAC AION ผู้ผลิตรถยนต์, CLVG ผู้บริหารฟลีทรถ, Grab ผู้สร้างอุปสงค์ผ่านแพลตฟอร์ม และ ICBC Leasing ผู้สนับสนุนด้านสินเชื่อ ทำให้ผู้ขับขี่เข้าถึงรถ EV ได้ง่ายขึ้น พร้อมลดอุปสรรคด้านเงินลงทุนเริ่มต้น
นี่คือแนวทางเดียวกับที่หลายแบรนด์ระดับโลกเลือกใช้ เพราะการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) มีความสำคัญไม่แพ้การพัฒนาตัวรถ
ที่น่าสนใจคือ GAC AION ไม่ได้หยุดเพียงการขายรถ แต่ประกาศเดินหน้าพัฒนา GAC Mobility Hub ทั้งเครือข่ายสถานีชาร์จและสถานีสลับแบตเตอรี่ ควบคู่กับแนวคิด "ผลิตในประเทศไทย ให้บริการในประเทศไทย และเติบโตเคียงข้างประเทศไทย"
เมื่อพิจารณาร่วมกับการที่โรงงานจังหวัดระยองมียอดการผลิตสะสมทะลุ 10,000 คัน จะเห็นว่าบริษัทกำลังวางรากฐานระยะยาวทั้งด้านการผลิต การขาย และบริการหลังการขาย มากกว่าการเร่งทำยอดขายระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม เกมนี้ยังไม่จบ
ตลาด Fleet และ Ride-hailing กำลังกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ที่ผู้เล่นจากจีนหลายรายจับตา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่มีโรงงานในไทยหรือผู้ผลิตที่พร้อมนำเสนอแพ็กเกจด้านการเงินและบริการหลังการขายที่แข่งขันได้ ดังนั้น ความได้เปรียบของ GAC AION ในวันนี้ แม้จะชัดเจนจากส่วนแบ่งตลาด 61% แต่การรักษาความเป็นผู้นำจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุม Total Cost of Ownership (TCO) ทั้งค่าพลังงาน ค่าซ่อมบำรุง มูลค่ารถมือสอง และความพร้อมของเครือข่ายบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการฟลีทให้ความสำคัญมากกว่าราคาเปิดตัว
ในภาพใหญ่ ตลาดแท็กซี่ไฟฟ้าและ Ride-hailing จึงกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก "ตลาดเฉพาะกลุ่ม" ไปสู่สนามทดลองของอุตสาหกรรม EV ไทย เพราะรถที่วิ่งตลอดวันจะเป็นตัวพิสูจน์ทั้งคุณภาพแบตเตอรี่ ความทนทานของระบบขับเคลื่อน และศักยภาพของบริการหลังการขายได้ดีกว่าการใช้งานทั่วไป
หาก GAC AION สามารถเปลี่ยนความสำเร็จในตลาดเชิงพาณิชย์ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้ การครองแชมป์แท็กซี่ EV วันนี้ อาจเป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างความได้เปรียบในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยในระยะยาว.
ที่มา : GAC AION Thailand