Last updated: 30 ก.ย. 2569 | 96 จำนวนผู้เข้าชม |
ตลาดรถกระบะไฟฟ้า หรือ PICKUP BEV ของไทยใน 8 เดือนแรกของปี 2569 กำลังโตด้วยอัตราที่สะดุดตา "ยอดผลิตรถกระบะดับเบิลแค็บ BEV ได้ 2,890 คัน เพิ่มขึ้นถึง 1,421.05%" "ยอดขายปิกอัพดับเบิลแค็บ BEV 1,507 คัน" แต่หากมองผ่านตัวเลขจริง จะพบว่านี่ไม่ใช่การ “เปลี่ยนเกม” ของตลาดกระบะในทันที หากเป็นช่วง "ตั้งไข่" ที่เริ่มมีแรงส่งจากสินค้าใหม่ การแข่งขันราคา และการขยายตัวของฐานผลิตในประเทศ
ข้อมูลของ "สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย" ระบุว่า ช่วงมกราคม-สิงหาคม 2569 ไทยผลิตรถกระบะดับเบิลแค็บ BEV ได้ 2,890 คัน เพิ่มขึ้นถึง 1,421.05% จากฐานปีก่อน ขณะที่รถกระบะดับเบิลแค็บ ICE ผลิต 372,325 คัน ลดลง 1.87% ภาพนี้สะท้อนความต่างระหว่าง “อัตราโต” กับ “ขนาดตลาด” ได้ชัดเจนมาก BEV โตแรงเพราะฐานเดิมยังเล็ก ส่วนโรงงานกระบะสันดาปยังเป็นแกนหลักของอุตสาหกรรมไทยอย่างท่วมท้น
ฝั่งยอดขายในประเทศ กระบะ BEV แบบตอนเดียวขายได้ 25 คัน และดับเบิลแค็บ BEV 1,507 คัน รวม 1,532 คัน ขณะที่กระบะ ICE ตอนเดียว 42,524 คัน และดับเบิลแค็บ ICE 46,824 คัน รวม 89,348 คัน กล่าวอีกแบบ รถกระบะไฟฟ้าขายได้ราว 1 คันต่อกระบะ ICE 58 คัน หรือมีส่วนแบ่งเพียงประมาณ 1.7% ของตลาดกระบะที่นับตามหมวดรายงานนี้
แต่จุดที่น่าสนใจกว่า คือ "BEV เริ่มชนะขาดในกลุ่ม xEV ของกระบะ ดับเบิลแค็บ" 8 เดือนแรก BEV ทำยอด 1,507 คัน เติบโต 210.08% ขณะที่ HEV มี 222 คัน และ REEV หรือรถไฟฟ้าขยายระยะทางด้วยเครื่องยนต์ มี 22 คัน ส่วน PHEV ยังไม่มีตัวเลขยอดขายในหมวดนี้ ดังนั้น หากรวมกระบะ BEV สองตัวถัง 1,532 คัน BEV ครองสัดส่วนราว 86% ของยอด xEV กระบะทั้งหมด ตามด้วย HEV 12.5% และ REEV 1.2%
ตัวเลขนี้บอกว่า ผู้ซื้อกระบะที่เลือกใช้พลังงานไฟฟ้าไม่ได้กำลังเลือก “ทางผ่าน” แบบไฮบริดมากนัก แต่กำลังเลือกไฟฟ้าล้วนโดยตรง สาเหตุสำคัญคือรถกระบะเป็นสินค้าที่ต้องคิดต้นทุนใช้งานต่อกิโลเมตร การลดค่าน้ำมันมีน้ำหนักมากต่อกลุ่มธุรกิจขนส่ง งานรับเหมา และผู้ใช้รถเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ดี ระยะทางบรรทุก น้ำหนักบรรทุก เครือข่ายสถานีชาร์จ และราคาขายต่อ ยังเป็นด่านสำคัญที่ทำให้ BEV ไม่อาจแทนที่ ICE ได้เร็วอย่างในตลาดรถยนต์นั่ง
ด้านการส่งออกคือสัญญาณบวกที่ควรจับตา ไทยส่งออกรถกระบะ BEV 983 คันใน 8 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 481.66% แม้ยังมีสัดส่วนเพียง 0.17% ของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปทั้งหมด และเล็กมากเมื่อเทียบกับรถกระบะส่งออกทุกประเภท 346,459 คัน ซึ่งลดลง 8.48% แต่การมีรถกระบะ BEV ส่งออกได้จริง คือหลักฐานว่าไทยเริ่มต่อยอดจากฐาน “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ไปสู่ฐานการผลิตรถกระบะไฟฟ้าเพื่อโลกได้ ไม่ใช่เพียงตลาดนำเข้าเพื่อขายในประเทศ
ส่วนยอดจดทะเบียนใหม่ BEV หมวดรถกระบะและรถแวนอยู่ที่ 649 คัน เพิ่มขึ้น 51.99% และยอดจดทะเบียนสะสม ณ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 2,199 คัน เพิ่มขึ้น 69.41% ตัวเลขจดทะเบียนต่ำกว่ายอดขายไม่ควรถูกนำมาเทียบตรง ๆ เพราะระบบรายงานจัดหมวดรถต่างกันและมีความเหลื่อมของเวลาส่งมอบ-จดทะเบียน แต่ทิศทางเดียวกันชัดเจน คือฐานผู้ใช้กระบะไฟฟ้ากำลังขยายตัวเร็ว
หลังจากนี้ ตลาดจะถูกกำหนดด้วยสามแรงพร้อมกัน แรงแรกคือภาษีสรรพสามิตใหม่ที่บอร์ด EV เห็นชอบในหลักการเมื่อ 10 กันยายน โดยแนวคิดคือผูกภาษีและสิทธิการนำเข้ากับการลงทุน การผลิต และการใช้ชิ้นส่วนในไทย หากอัตราจริงออกมาแยกชัดระหว่างรถนำเข้ากับรถที่ผลิตและสร้าง local content ในประเทศ ค่ายที่ลงทุนโรงงานและซัพพลายเชนไทยจะได้เปรียบ ขณะที่การขายรถนำเข้าราคาต่ำโดยไม่มีฐานผลิตจะยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ BOI
แรงที่สองคือ Motor Expo 2026 วันที่ 2-13 ธันวาคม ซึ่งจะเป็นเวทีทดสอบว่ารถกระบะไฟฟ้าจะขยับจากตลาดทดลองสู่ตลาดแมสได้หรือไม่ ค่ายรถน่าจะใช้แคมเปญผ่อน ดาวน์ และแพ็กเกจชาร์จเป็นอาวุธมากกว่าลดราคาเพียงอย่างเดียว เพราะโจทย์ใหญ่ของกระบะคือทำให้ต้นทุนตลอดอายุใช้งานคุ้มค่า ไม่ใช่แค่ทำป้ายราคาให้น่าสนใจ Motor Expo
แรงสุดท้ายคือน้ำท่วมใหญ่ ผลกระทบระยะสั้นอาจทำให้กำลังซื้อและการอนุมัติสินเชื่อตึงตัวขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าธุรกิจรายย่อย แต่หลังน้ำลด ความต้องการรถทดแทนและรถใช้งานเชิงพาณิชย์อาจกลับมาเป็นแรงหนุน กระบะ ICE ยังได้เปรียบด้านความคุ้นเคยและการเข้าถึงบริการในต่างจังหวัด ส่วน BEV จะได้โอกาสหากค่ายรถพิสูจน์ความทนทานต่อการใช้งานหนัก พร้อมเงื่อนไขรับประกันแบตเตอรี่และบริการหลังการขายที่ทำให้ผู้ใช้กล้าตัดสินใจ
ข้อดีต่ออุตสาหกรรมไทยคือ PICKUP BEV เปิดประตูให้โรงงานเดิมพัฒนาไปสู่รถส่งออกยุคใหม่ เพิ่มงานในแบตเตอรี่ มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ ซอฟต์แวร์ และชิ้นส่วนกำลังสูง แต่ความเสี่ยงก็ใหญ่ไม่แพ้กัน หากยอดขายโตจากรถนำเข้าเร็วกว่าการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ไทยอาจได้เพียงยอดจดทะเบียน โดยเสียมูลค่าเพิ่มและงานในห่วงโซ่เดิมไปกับการผลิต ICE ที่ถดถอย
บทสรุปคือ PICKUP BEV ยังไม่ใช่ผู้ชนะเหนือกระบะ ICE แต่เป็นคู่แข่งที่อุตสาหกรรมไทยไม่ควรมองข้าม ผู้ชนะตัวจริงจะไม่ใช่ค่ายที่ขายรถไฟฟ้าได้มากที่สุดในปีนี้ หากเป็นค่ายที่เปลี่ยนยอดขาย BEV ให้กลายเป็นการผลิต ชิ้นส่วน การจ้างงาน และการส่งออกจากประเทศไทยได้มากที่สุด
ข้อมูล : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)